Hide Bolg Article

4เสี่ยงต้องรู้ มือใหม่ดูงบการเงิน

โดย อ.ธนสิทธิ์ ปังสมบูรณ์สุข

 

     เมื่อพูดถึงงบการเงิน มือใหม่หลายๆคนถึงกับส่ายหัว เพราะมันมีแต่ตัวเลขเต็มไปหมด น่าเบื่อ ใคร ๆ ก็ไม่อยากดู  แต่มันจำเป็นต้องดู!! เพราะไม่ดูก็เหมือนคนตาบอดคลำทาง ไม่รู้ว่าอนาคตข้างหน้าเป็นยังไง ได้แต่คาดการเอาทั้งนั้น ทีนี้เมื่อต้องดู เราก็พยายามหาวิธีดูที่ง่ายที่สุด แต่รู้หรือไม่ !!! มันมีบางอย่างที่ซ่อนอยู่ในความง่ายตรงนั้น วันนี้เราเลยอยากเอา 4 จุดเสี่ยง  ที่ต้องรู้เวลาดูงบการเงินมาบอกกัน

1. กำไรสุทธิ (Net profit)

สิ่งแรกในงบการเงินที่นักลงทุนส่วนใหญ่ดูกัน คงไม่พ้น “กำไรสุทธิ” เพราะมันบอกได้ว่าบริษัทที่เรากำลังสนใจ มีกำไรสดใส กิจการรุ่งเรือง หรือบริษัทกำลังแย่ ซึ่งแน่นอนว่ากำไรยิ่งมาก ยิ่งดี บริษัทสามารถสร้างกำไรได้ หรือแม้แต่บริษัทที่ขาดทุนมาตลอด เปลี่ยนมามีกำไร แสดงว่าบริษัทน่าจะฟื้นตัวกลับมาได้แล้ว อนาคตดีแน่ ๆ ถ้าคุณกำลังคิดแบบนั้น หยุดก่อน !!!!! เอะใจสักนิด

      กำไรสุทธิไม่ได้แสดงถึงกำไรจากกการขายสินค้าหรือบริการอย่างเดียว มันรวมถึงกำไรพิเศษและขายสินทรัพย์ของตัวเองด้วย เพราะฉะนั้น บริษัทไหนที่อยู่ดี ๆ มีกำไรโดดเป็นพิเศษ หรือเปลี่ยนจากขาดทุนเป็นกำไรมาก ๆ เข้าไปเช็คสักนิดว่าเป็นกำไรจากอะไร

 

การเข้าไปเช็คที่มาของกำไร ก็ต้องย้อนไปดูในงบการเงินอย่างละเอียดของบริษัท

แต่สำหรับมือใหม่อย่างเราวิธีหนึ่งที่ง่ายในการตรวจสอบที่มาของรายได้ คือ ข่าว

เพราะการมีกำไรโดดเด่นขึ้นมาเป็นเรื่องที่น่าสนใจ ก็จะมีสำนักข่าว บริษัทหลักทรัพย์ ไปสืบค้นข้อมูลมาให้เราเอง\

 

 

2.หนี้สิน (liabilities)

แน่นอนว่าหนี้ เป็นสิ่งที่ใครๆก็ไม่อยากมี ถ้าจำเป็นต้องเป็นหนี้ ก็อยากให้มีหนี้น้อยๆ สำหรับมือใหม่เมื่อไปแกะงบการเงินของบริษัทที่ตัวเองสนใจ พอเห็นบริษัทไหนหนี้เยอะๆ ก็ตัดสินว่าบริษัทนี้ไม่ดีแน่ๆ

 แต่เดี๋ยวก่อน!!!!! มันอาจจะไม่เสมอไปนะ

 มีหนี้ประเภทหนึ่ง เรียกว่า “เจ้าหนี้การค้า”

เจ้าหนี้การค้าคือ การนำของมาก่อน จ่ายทีหลัง ที่สำคัญ ไม่มีดอกเบี้ย และ เจ้าหนี้การค้า ยังบ่งบอกถึงอำนาจการต่อรองของบริษัทสูง สามารถนำของมาใช้ก่อนได้ ดังนั้นหากเห็นบริษัทไหนหนี้เยอะๆก็เข้าไปดูงบต่ออีกหน่อยว่าหนี้จากอะไรกันแน่

 

 

 

3.D/E (Debt to Equity ratio)

หนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น  ซึ่งคำนวณโดยการนำหนี้สินทั้งหมดของบริษัทมาหารกับส่วนของผู้ถือหุ้น แน่นอนว่าบริษัทที่ดีก็ควรจะมีค่า D/E น้อยๆ เพราะมันแสดงถึงบริษัทมีหนี้น้อยหรือส่วนของผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้น แต่ความเสี่ยงของการดูค่า D/E คือ มันไม่เหมาะกับหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับผู้ให้บริการทางการเงินประเภทต่างๆ(Finance & Securities)เนื่องจากรูปแบบการบันทึกบัญชีของกลุ่ม Finance จะแตกต่างกับธุรกิจอื่นๆ เช่น ธนาคารได้รับเงินฝากมา จะนำยอดเงินฝากไปบันทึกไว้ในหนี้ของตัวเอง ดังนั้น ถ้าเข้าไปดู D/E ของหุ้นในกลุ่มนี้จะเห็นว่า มีค่าค่อนข้างสูง

 

 

4. อัตราเงินปันผลย้อนหลัง

สำหรับมือใหม่ที่สนใจลงทุนหุ้นเพื่อการออม ส่วนใหญ่ก็จะดูสถิติการจ่ายปัญผลย้อนหลังของบริษัทนั้น ๆ ซึ่งหากจ่ายเพิ่มขึ้นก็ถือว่าน่าสนใจลงทุน แต่หากจ่ายลดลงละ !!! มันอาจจะไม่ใช่ไม่ดีเสมอไป อย่าลืม !!! ว่าเปอร์เซนต์เงินปันผลที่เราดูๆกัน มันถูกคำนวณมาจากราคาหุ้น หากราคาหุ้นเพิ่มขึ้น ก็จะทำให้เปอร์เซนต์เงินปันผลลดลงด้วย เช่น ปันผล 1 บาท ราคาหุ้น 10 บาท เท่ากับ ได้10% แต่ถ้าปันผลเท่าเดิม ราคาหุ้นเป็น 20 บาท เปอร์เซ็นต์เงินปันผลจะเหลือ 5%เท่านั้น  ดังนั้นก่อนจะตัดสินว่าบริษัทนั้นน่าลงทุนเพื่อออมเงินปันผลหรือไม่ จำเป็นต้องดูธุรกิจประกอบด้วย

 

 

 

         อย่างไรก็ตาม ถึงแม้จะทราบถึงวิธีสังเกตุจุดเสี่ยงการดูงบการเงินไปแล้ว แต่นักลงทุนก็จำที่จะต้องหาความรู้งบการเงินเพิ่มเติม เพื่อให้สามารถมองทิศทางของธุรกิจได้ชัดเจนขึ้นและเป็นประโยชน์สำหรับตัวเองในการลงทุนเพื่อความยั่งยืน