Hide Bolg Article

Stop loss ทำยังไง ??

บทความโดย อ.ลริตา เติมประชุม

 

 

          สำหรับนักลงทุนมือใหม่ที่เข้ามาในตลาดหุ้นอาจจะมีคำถามในใจว่าทำไมเราถึงต้อง stop loss และก็จะไม่อินกับคำว่า stop loss จนเมื่อเวลาล่วงเลยไปและเรามีการขาดทุนเกิดขึ้นนั่นแหละค่ะ นักลงทุนจะเริ่มอยากศึกษาเรื่อง stop loss ขึ้นมาทันที

          เพราะฉะนั้นจริงๆแล้วการ stop loss นั้นสำคัญมากและเป็นสิ่งแรกที่ ควรเรียนรู้ก่อนที่จะเข้ามาในตลาดด้วยซ้ำ และหลายคนมักจะมองข้ามในจุดนี้ และมองแค่ว่าการเข้ามาในตลาดหุ้นจะต้องทำกำไรให้ได้หรือได้ผลตอบแทนที่สูงเพียงอย่างเดียวโดยที่ยังไม่ได้คิดเผื่อไว้เลยว่าในการลงทุนในหุ้นในครั้งนี้เราสามารถขาดทุนได้เท่าใด ในวันนี้เรามาศึกษาเรื่อง stop loss ให้เข้าใจเพื่อที่จะลงทุนในตลาดหุ้นอย่างยั่งยืนกันเถอะค่ะ

          เทคนิคการกำหนดจุด Stop Loss นั้นมีหลายวิธีค่ะโดยจะสรุปเป็นข้อๆ จากบทความที่ investmentory ได้เขียนเรื่อง Stop loss ไว้เนื้อหาอ่านง่ายและมีประโยชน์มากๆได้ดังนี้

              

         1. ไม่เดาจุด Stop loss

          นักลงทุนหลายท่าน บอกราคา stop loss ได้ แต่ไม่สามารถอธิบายได้ว่าได้ราคานั้นมาจากไหน?? คำตอบที่ได้ส่วนมากมักจะบอกว่าราคาน่าจะวิ่งมาถึงจุดนี้หรือราคาน่าจะผ่านจุดนี้ไม่ได้ แล้วราคาก็มักจะผ่านจุดคาดเดานั้นได้เสมอ  เทคนิคนี้จึงเป็นเทคนิคที่สำคัญมาก ที่เราต้องคำนึงถึงเพราะการตั้งจุด stop loss ต้องมีเหตุผลอธิบายได้ไม่ใช่การคาดเดา

 

         2. ให้ตลาดกำหนดจุด Stop Loss

          นักลงทุนต้องให้ตลาดเป็นตัวกำหนดจุด Stop Loss ตลาดจะเป็นตัวบอกคุณเองว่า คุณควรจะตั้งจุด Stop Loss ตรงไหน เพราะ คุณต้องไม่ลืมว่า ราคาที่เคลื่อนไหวในตลาด ก็คือ ผลจากการกระทำของเทรดเดอร์คนอื่น ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เทรดเดอร์รายใหญ่ ๆ ที่มีจำนวนเงินมากกว่าเราหลายเท่ามาก แนวคิดที่ว่า “ให้ตลาดเป็นตัวกำหนดจุด Stop Loss ก็คือ ตั้งตามแนวรับ-แนวต้าน นั่นเองค่ะ แนวรับ-แนวต้าน คือ ร่องรอยจากการกระทำที่เทรดเดอร์คนอื่น ๆ ทำไว้ เป็นจุดที่เทรดเดอร์เหล่านั้นตัดสินว่า “จะไม่ให้ราคาวิ่งเกินจากจุดนั้น” หากเราเข้าใจข้อนี้ ชีวิตเราจะง่ายขึ้นมากเลยค่ะ นักลงทุนสามารถดูเทคนิคการวางแนวรับ-แนวต้านที่เจียวเคย live ได้โดย คลิกที่นี่

 

         3. เทคนิคการคำนึงถึง ผลตอบแทนคุ้มความเสี่ยง (Risk : Reward)

          เทคนิคนี้ส่วนมากจะคิดเป็นจำนวนเท่าของความเสี่ยงเช่น 1:2 หรือ 1:3 เป็นต้น  ตัวอย่าง 1:2 คือหากเราลงทุนไป 10 บาทเราคาดหวังว่าเรามีโอกาสได้เงิน 20 บาท แน่นอนว่าการกำหนด 1:2 การกำหนดผลตอบแทนคุ้มความเสี่ยงที่ง่ายที่สุดที่เราควรจะเริ่มจากระดับนี้นักลงทุนไม่ควรตั้งผลตอบแทนคุ้มความเสี่ยง ที่ต่ำกว่า 1:2 หากนักลงทุนอยากทำกำไรได้ในระยะยาว นั่นหมายความว่าในแต่ละออเดอร์ของนักลงทุนควรมีผลตอบแทนไม่ต่ำกว่าสองเท่าของความเสี่ยงนั่นเอง

เมื่อพูดถึงความเสี่ยงนั่นหมายถึงความไม่แน่นอน เพราะฉะนั้นนักลงทุนต้องวางแผนทุกอย่างไว้ก่อนเข้าซื้อขายทุกครั้ง ในการป้องกันความเสี่ยงในขณะซื้อขายเราจะพูดถึงเรื่อง Money Management หรือ MM หากนักลงทุนยังไม่เข้าใจเรื่อง MM สามารถดูข้อมูลได้โดย คลิกที่นี่