5 หลุมพรางหุ้นเติบโต 
บทความโดย อ.ภัทรธร ช่อวิชิต



5 หลุมพรางหุ้นเติบโต 
         หุ้นเติบโตมักเป็นหุ้นที่สร้างผลตอบแทนได้สวนตลาด ธรรมชาติของหุ้นเติบโตราคายังขึ้นไปเรื่อยๆตราบใดที่กำไรของหุ้นยังสามารถเติบโตได้ ซึ่งในทุกปีจะมีหุ้นเติบโตสลับเปลี่ยนหมุนเวียนมาสร้างสีสันให้ตลาดอย่างต่อเนื่อง แต่ในทางกลับกันถ้าเข้าซื้อแบบไม่ระวังอาจโดนหลุมพรางล่อให้ติดกับ ขาดทุนมหาศาลถ้าเลือกลงทุนผิดตัว สำหรับการเลือกหุ้นเติบโตแล้วไม่เจ็บตัวมีข้อพึงระวังอะไรบ้างเชิญอ่านโดยพลันครับ

1.กำไรไม่โตต่อเนื่อง
          หลายคนมักไปติดกับ กับหุ้นที่กำไรโตเพียงไม่กี่ไตรมาศซื้อในราคาที่แพงเพราะหวังว่าจะโตต่อ จุดเริ่มต้นการวิเคราะห์ต้องมองโมเดลธุรกิจครับว่าทำธุรกิจแบบไหน ถ้าเน้นตีหัวเข้าบ้านกำไรก็จะโตแบบชั่วครั้งชั่วคราวครับ โมเดลธุรกิจตีหัวเข้าบ้านเช่น

          รับเหมา ทำงานเป็นโปรเจกหมดงานก็ไม่มีรายได้ต้องหางานใหม่เข้ามาเรื่อยๆ
          ธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ รับรู้รายได้เมื่อโอน โอนโครงการหมดก็จบ
          ซื้อมาขายไป บางปีอัดสินค้าคงเหลือเยอะ ออกโปรโมชั่นแรงๆเร่งยอดขาย กำไรต่อชิ้นต่ำลงแต่กำไรโตไว
          ธุรกิจผลิตสินค้าที่ได้รับคำสังซื้อพิเศษอยู่ปีเดียว

2.หุ้นวงจร
          หุ้นกลุ่มนี้ก็โดนหลอกกันเยอะครับ ส่วนใหญ่มักทำธุรกิจเกี่ยวข้องกับ สินค้าเกษตร โลหะ ปิโตรเคมี จุดสังเกตง่ายๆ อัตรากำไรขั้นต้นจะผันผวน ราคาหุ้นระยะยาวจะขึ้นลงเป็นรอบๆ ช่วงไหนกำไรขึ้น ราคาหุ้นจะขึ้นแรง ช่วงไหนกำไรลงราคาหุ้นจะลดลงแรง โดยส่วนตัวมองว่าว่าถ้าท่านสนใจลงทุนหุ้นประเภทนี้ก็ซื้อไว้สนุกๆเป็นพอครับ เพราะเดายากส่วนใหญ่ จะไม่ค่อยมาตามที่เราเดาด้วย

          การเล่นจะเข้าไปดูราคาสินค้าว่าตัวไหนอยู่ในทิศทางขาขึ้น http://www.tradingeconomics.com/commodities แล้วหาหุ้นที่ทำธุรกิจเกี่ยวข้องกับสินค้านั้น มาดูอัตรากำไรขั้นต้นถ้าเริ่มเป็นขาขึ้นกว่าไตรมาศก่อนๆ แสดงว่าอนาคตกำไรน่าจะเป็นขาขึ้นด้วย เข้าไปซื้อถ้าไม่มีอะไรผิดพลาดงบออกมากำไรจริงราคาหุ้นจะขึ้นถ้าพลาดก็ตัวใครตัวมันครับ


3.PEแพงเกินเหตุ
          หุ้นที่ตลาดมองว่าเติบโต มันเทรดกันด้วย PE แพงเวอร์ๆ ส่วนใหญ่มักเทรดกันที่ PE 40 เท่าขึ้นไป สะท้อนปันผลประมาณ 1-1.5% ซึ่งโดยค่าเฉลี่ยตลาดมักเทรดกันที่ PE ประมาณ 15-20 เท่า เท่านั้น

          ราคาที่แพงไม่ได้บอกว่าจะลงทุนไม่ได้ เราสามารถลงทุนได้ก็ต่อเมื่อ กำไรยังเติบโตต่อเนื่องเท่านั้น ถ้าแนวโน้มกำไรยังโตแต่อัตราส่วนทางการเงินเริ่มไม่สดใสเช่น ROA ROE เริ่มลดลง ราคาหุ้นจะ Side way และเมื่อกำไรเริ่มลดลง ตลาดจะพร้อมใจกันเทขายแบบไม่คิดชีวิต

4.อุตสาหกรรมเริ่มชะลอตัวหรือเสียความสามารถในการแข่งขัน
         หุ้นบางตัวสามารถเติบโตได้หลายปี เช่นกลุ่มค้าปลีก กลุ่มโรงพยาบาล ที่บริษัทยังสามารถขยายสาขาและขยายกำไรให้เติบโตไปได้เรื่อยๆ การลงทุนต้องรู้จุดตันของอุตสาหกรรมนี้อยู่ที่ไดถ้ามองว่าอุตสาหกรรมเริ่มตันก็ต้องระวัง

         นอกจากนั้นงบการเงินก็สามารถบ่งบอกสัญญาญาณได้ ถ้าอัตราส่วนทางการเงินยังสม่ำเสมอก็แสดงว่าธุรกิจยังขยายตัวได้ดี สามารถนำโมเดลธุรกิจไปขยายกิจการได้เรื่อย แต่ถ้างบเริ่มมีแนวโน้มแย่งลงจะสัญญาณอย่างหนึ่งว่า อุตสาหกรรมเริ่มชะลอตัวหรือเสียความสามารถในการแข่งขัน โดยอัตราส่วนทางการเงินที่สามารถบอกแนวโน้มการแข่งขันได้เช่น

         ถ้ารายได้เริ่มโตช้าลง อัตราหมุนเวียนสินทรัพย์ลดลง บ่งบอกว่าเริ่มเสียส่วนแบ่งการตลาดให้คู่แข่ง
         อัตรากำไรขั้นต้น ถ้าแนวโน้มลดลง หรือผันผวนอาจบ่งบอกว่าต้องลดราคาแข่งกับเจ้าอื่น
         ต้นทุนเพิ่มขึ้น แสดงให้เห็นว่าเริ่มไม่มีการประหยัดต่อขนาด ขยายกิจการแล้วต้นทุนคงที่เพิ่ม
         ระยะเวลาเก็บหนี้เพิ่มขึ้น แสดงว่าอำนาจการต่อรองลูกค้าสูงขึ้น
         ระยะเวลาขายสินค้าเพิ่มขึ้น แสดงว่าแนวโน้มขายของไม่ค่อยดีของเหลือเยอะ

5.หุ้นดี แต่บริษัทไม่ดี

         หุ้นดีคือราคาหุ้นขึ้น บริษัทไม่ดีคืองบขาดทุน หรือไม่เติบโต หุ้นที่วิ่งแรงๆแต่พื้นฐานไม่สนับสนุน ส่วนใหญ่ราคาหุ้นมักสะท้อนอะไรบางอย่างในอนาคต ที่ผมก็ไม่รู้ว่าคืออะไร คำแนะนำในการลงทุนหุ้นประเภทนี้คือ ตัวใครตัวมัน ครับ สำหรับบทความนี้ก็จะเป็นการสรุปหลุมพรางของหุ้นเติบโตที่เจอบ่อยๆและมักจะพาคนไปติดดอยกันครับ เจริญในการลงทุนทุกท่านครับผม