3 ขั้นตอนเปิดพอร์ตมือใหม่
บทความโดย อาจารย์ กวินปภา ปภาวินนรกุล

 

          การลงทุนในตลาดหุ้นเป็นอีกช่องทางในการเพิ่มรายได้และเพิ่มความมั่งคั่งในอนาคต หากคุณเป็นอีกคนหนึ่ง ที่อยากเล่นหุ้น แต่ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นอย่างไรดี วันนี้เรามีคำแนะนำมาฝากกันค่ะ
          ขั้นตอนที่ 1  คุณจะต้องเริ่มมองหาบริษัทหลักทรัพย์เพื่อเปิดบัญชี หรือที่เรียกกันว่า เปิดพอร์ต
บริษัทหลักทรัพย์คืออะไร ? 
          บริษัทหลักทรัพย์หรือที่เราเรียกสั้นๆว่า โบรกเกอร์ พวกเขาเหล่านี้ทำหน้าที่เป็นนายหน้า คนกลางเพื่ออำนวยความสะดวกในการซื้อขายหุ้นของเรา  ปัจจุบันบริษัทหลักทรัพย์ที่ได้รับการรับรองจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
มีทั้งหมด 39 บริษัท สามารถตรวจสอบรายชื่อ คลิก
วิธีเลือกหลักทรัพย์ ?
          1.ต้องได้รับการรับรองจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (อยู่ในกฎหมายปลอดภัย)
          2.ต้องมีเครื่องมือ อำนวยความสะดวกในซื้อขาย การวิเคราะห์และติดตามราคาที่ดี
          3.ต้องสามารถให้บริการและให้คำแนะนำกับลูกค้าได้อย่างชัดเจนถูกต้อง
          4.ค่าธรรมเนียมในการซื้อขายต้องเป็นธรรมและอยู่ในอัตตราที่เราสามารถยอมรับได้

หมายเหตุ: รายละเอียดการเปิดบัญชีของแต่ละโบรเกอร์อาจมีการเปลี่ยนแปลง กรุณาติดต่อสอบถามข้อมูล ก่อนเปิดบัญชี
               ข้อมูลดังกล่าวเป็นข้อมูล ณ วันที่ 04 พฤษภาคม 2561

ขั้นตอนที่ 2 คุณจะต้องเลือกรูปแบบบัญชีเพื่อใช้สำหรับทำการซื้อขาย
ประเภทบัญชีซื้อขายมี 3 ประเภท

1.บัญชีเงินสด Cash Account คือบัญชีที่เราต้องวางหลักประกัน 20% ของมูลค่าหุ้นที่ต้องการจะซื้อ โดยนักลงทุนต้องโอนเงินชำระค่าหุ้นภายใน T+2 วัน ลักษณะของบัญชีนี้คล้ายกับการใช้บัตรเครดิตในการซื้อสินค้า ซื้อไปก่อนค่อยจ่ายทีหลังถ้าจ่ายตรงวันไม่มีดอกเบี้ย แต่ถ้าช้าเกินกำหนดก็ต้องชำระดอกเบี้ย ดังนั้นต้องรักษาวินัยให้ดีนะคะ
ตัวอย่าง
          ยั่งยืน ฝากเงินสดเพื่อเป็นหลักประกัน 1,000 บาท
          ยั่งยืน มีวงเงินสำหรับซื้อหุ้น 5,000 บาท
          ถ้ายั่งยืนซื้อหุ้นวันจันทร์ 5,000 บาท วันพุธยั่งยืนต้องชำระค่าหุ้นจำนวน 5,000 บาท
          ถ้ายั่งยืนขายหุ้นวันพุธ ในวันศุกร์ยั่งยืนถึงจะได้รับเงินที่ขายหุ้น
          ทั้งหมดอยู่ภายใต้กฎ T+2 วัน

ข้อดี     บัญชีนี้ไม่จำเป็นต้องวางเงินเติมจำนวน
ข้อเสีย  อาจใช้เงินเกินจำนวนที่สามารถชำระราคาได้

2.บัญชีวางเงินล่วงหน้า Cash Balance คือบัญชีที่เราต้องโอนเงินเข้าบัญชีก่อนมีเงินในบัญชีเท่าไหร่ เราก็สามารถซื้อหุ้นได้จำนวนเท่านั้น บัญชีนี้เป็นแบบตรงไปตรงมา เมื่อซื้อหุ้นจะตัดเงินทันที และเมื่อขายหุ้นก็จะได้รับเงินทันทีเช่นกัน
ลักษณะของบัญชีนี้คล้ายกับการใช้บัตรเดบิต

ข้อดี     ควบคุมวงเงินของเรามีแค่ไหนซื้อได้แค่นั้น
ข้อเสีย  สภาพคล่องต่ำเพราะต้องวางเงินเต็มจำนวน

3.บัญชีกู้ยืมเงินเพื่อซื้อหลักทรัพย์ Credit Balance Account หรือ บัญชีมาร์จิ้น Margin Account คือบัญชีที่โบรกเกอร์เปิดเพื่อให้สินเชื่อ โดยนักลงทุนจ่ายเงินซื้อเอง ส่วนหนึ่งที่เหลือโบรกเกอร์เป็นฝ่ายจ่าย โดยนักลงทุนต้องเสียดอกเบี้ยสำหรับเงินส่วนที่กู้ยืม บัญชีนี้สามารถใช้ซื้อขายหุ้นบางตัวเท่านั้นโดยมีการแบ่งกลุ่มเช่น
อัตรามาร์จิ้นเริ่มต้น 50% หุ้นราคา 100 บาท ลูกค้าวางเงิน 50 บาท โบกเกอร์วางเงิน 50 บาท
อัตรามาร์จิ้นเริ่มต้น 85% หุ้นราคา 100 บาท ลูกค้าวางเงิน 85 บาท โบกเกอร์วางเงิน 15 บาท

ข้อควรระวัง บัญชีประเภทนี้ ต้องรักษามูลค่าหลักประกันประมาณ 35% ถ้าราคาหุ้นลดลงมากๆจนอัตรามาร์จิ้นต่ำกว่าเกณฑ์ โบรกเกอร์อาจบังคับให้ลูกค้าวางหลักประกันหรือเรียกเงินสดเพิ่ม หรืออาจบังคับขาย (Forced Sell) หุ้นดังกล่าวเพื่อรักษาอัตรามาร์จิ้นให้อยู่ในเกณฑ์ บัญชีมาร์จิ้นจึงเหมาะสำหรับ นักลงทุนที่มีประสบการณ์การลงทุนสูง
มีความสามารถในการลงทุน และมีความสามารถในการชำระหนี้ได้ดี

ข้อดี     สภาพคล่องทางการเงินสูงมาก
ข้อเสีย  ต้องระวังเรื่องการรักษาอัตรามาร์จิ้นเพื่อไม่ให้ถูกบังคับขาย

          การเปิดบัญชีนั้นไม่จำเป็นต้องนำเงินฝากเข้าทันที สามารถเปิดบัญชีไว้เปล่าๆโดยไม่ใส่เงินแบบนี้ก็สามารถทำได้ และเมื่อต้องการซื้อขายค่อยนำเงินเข้า การฝากเงินเข้าบัญชีหลักทรัพย์สามารถโอนเงินเข้าบัญชีบริษัทหลักทรัพย์และส่งหลักฐานเพื่อแจ้งการโอนเงินเข้าบัญชี หรือการตัดเงินบัญชีอัตโนมัติ (Automatic Transfer System - ATS)
โดยผูกบัญชีหลักทรัพย์ไว้กับบัญชีออมทรัพย์ เราไม่จำเป็นต้องเปิดครบทั้ง 3 บัญชีเลือกบัญชีใดบัญชีหนึ่งก็ได้ค่ะ

ขั้นตอนที่ 3  ขอรับเอกสารและส่งหลักฐานการสมัคร นักลงทุนสามารถโทรติดต่อบริษัทหลักทรัพย์ เพื่อขอเอกสารการเปิดบัญชีสัญญาและเอกสารแนบต่างๆหรือดาวน์โหลด
เอกสารผ่านหน้าเว็บไซต์

นักลงทุนจำเป็นต้องอ่านรายละเอียดเพื่อทำความเข้าใจข้อกำหนดต่างๆ หากมีข้อสงสัยต้องแจ้งเจ้าหน้าเพื่อขอคำอธิบายเพื่อจะได้ทราบข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วน จึงกรอกรายละเอียด และลงลายมือชื่อในคำขอเปิดบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ พร้อมหลักฐานๆต่างๆเช่น
                   สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน
                   สำเนาทะเบียนบ้าน
                   สำเนาสมุดบัญชีออมทรัพย์ (หน้าแรกที่มีเลขที่บัญชี)
                   สำเนาบัญชีเงินฝากธนาคารย้อนหลัง3-6เดือน (กรณีตัดบัญชีอัตโนมัติ)

รอผลการพิจารณาจากโบรกเกอร์ประมาณ 1 สัปดาห์ เมื่อได้รับการอนุมัติให้เปิดบัญชีแล้ว
จะได้รับแจ้งเลขบัญชีหรือรหัสประจำตัว ลูกค้าซึ่งใช้ในการส่งคำสั่งซื้อขาย รหัสนี้ต้องเก็บเป็นความลับ