12 Price Style รูปแบบการแสดงผลของราคา
บทความโดย อ.กวินปภา ปภาวินนรกุล

 

รูปแบบที่ 01 Line
         การแสดงผลแบบเส้น โดยการนำราคาปิด Close มาลากต่อจุดกันจนเห็นเป็นเส้น
 ส่วนสีของเส้น แสดงผลดังนี้
         Open=Close เส้นเป็นสีเหลือง
         Open>Close เส้นเป็นสีเขียว
         Open<Close เส้นเป็นสีแดง
        

รูปแบบที่ 02 Bar
         การแสดงผลแบบแท่งบาร์ โดยการนำราคาเปิด ราคาปิด ราคาสูงสุด และราคาต่ำสุด
มาแสดงผลรวมกันในแท่งเดียว
         ขีดทางซ้าย คือ ราคาเปิด Open           
         ขีดทางขวา คือ ราคาปิด Close 
         จุดสูงสุดของแท่ง คือ ราคาสูงสุด High 
         จุดตํ่าสุดของแท่ง คือ ราคาตํ่าสุด Low
ส่วนสีของแท่ง แสดงผลดังนี้
         Open=Close แท่งเป็นสีเหลือง
         Open>Close แท่งเป็นสีเขียว
         Open<Close แท่งเป็นสีแดง

รูปแบบที่ 03 Open-Close
         การแสดงผลการเคลื่อนไหวของราคาเปิดถึงราคาปิด ในรูปแบบแท่งเทียนที่ไม่มี
ไส้เทียน ตัวแท่งเทียน (Body) บอกการเคลื่อนไหวระหว่างราคาเปิด Open ถึงราคาปิด Close 
         เมื่อราคาเปิด Open > ราคาปิด Close   แท่งเป็นสีแดง
         เมื่อราคาเปิด Open < ราคาปิด Close   แท่งเป็นสีเขียว
         เมื่อราคาเปิด Open = ราคาปิด Close   ขีดเป็นสีเหลือง  

รูปแบบที่ 04 Candle
         การแสดงผลแบบแท่งเทียนมีต้นกำเนิดมาจากประเทศญี่ปุ่นราวๆ ศตวรรษที่ 18
โดยนักค้าข้าวชื่อว่า มูเนฮิสะ ฮอนมะ องค์ประกอบของแท่งเทียน มี 2 ส่วน
ส่วนที่ 1 แท่งเทียน (Body) บอกการเคลื่อนไหวระหว่างราคาเปิด Open ถึงราคาปิด Close 
         เมื่อราคาเปิด Open > ราคาปิด Close   แท่งเป็นสีแดง
         เมื่อราคาเปิด Open < ราคาปิด Close   แท่งเป็นสีเขียว
         เมื่อราคาเปิด Open = ราคาปิด Close   แท่งเป็นสีเหลือง และไม่มี Body         
ส่วนที่ 2 ไส้เทียน (Shadow) บอกการเคลื่อนไหวระหว่างราคาสูงสุด High ถึงราคาต่ำสุด Low

รูปแบบที่ 05 Candle Volume
         การแสดงผลเหมือนแบบแท่งเทียน Candle ทุกอย่างมีทั้งแท่งเทียน (Body) และไส้เทียน (Shadow) โดยการเพิ่มข้อมูล ปริมาณการซื้อขาย(Vol) ร่วมด้วย ทำให้ขนาดของแท่งเทียน (Body) อ้วนผอมแตกต่างกัน
         ถ้าปริมาณการซื้อขาย(Vol) มาก แท่งจะขนาดกว้างหรืออ้วนๆ
         ถ้าปริมาณการซื้อขาย(Vol) น้อย แท่งจะขนาดแคบหรือผอมๆ

รูปแบบที่ 06 EQ Volume
         การแสดงผลข้อมูลเพียง ราคาสูงสุด(High) ราคาต่ำสุด(Low) และปริมาณการซื้อขาย(Vol)โดยราคาสูงสุดอยู่ด้านบน ราคาต่ำสุดอยู่ด้านล่าง ปริมาณการซื้อขายจะเป็นตัวบ่งบอก
ความกว้างของแท่ง EQ Volume แต่ละแท่ง
         เมื่อราคาปิด Close  > ราคาปิดของวันก่อนหน้า Close(-1)   แท่งเป็นสีเขียวโปร่ง
         เมื่อราคาปิด Close  < ราคาปิดของวันก่อนหน้า Close(-1)   แท่งเป็นสีแดงโปร่ง
         เมื่อราคาปิด Close  = ราคาปิดของวันก่อนหน้า Close(-1)   แท่งเป็นสีเหลืองโปร่ง

รูปแบบที่ 07 EQ Volume Shadow
         การแสดงผลข้อมูลเพียง ราคาสูงสุด(High) ราคาต่ำสุด(Low) และปริมาณการซื้อขาย(Vol)โดยราคาสูงสุดอยู่ด้านบน ราคาต่ำสุดอยู่ด้านล่าง ปริมาณการซื้อขายจะเป็นตัวบ่งบอกความกว้างของแท่ง EQ Volume เพิ่มการแสดงผลของสีระหว่าง ราคาเปิด (Open) และ ราคาปิด (Close) เพื่อให้เห็นรายละเอียดของแท่งมากขึ้น Close Priceถึงหางของ Candlestick แสดงผลเป็นช่องโปร่ง

ถ้าแท่งราคาสีเขียวและช่องโปร่งอยู่ด้านบน แสดงระยะClose Price กับ High Price
ถ้าช่องโปร่งกว้างแสดงว่าราคาปิด (Close) ถอยลงมาลึก
ถ้าแท่งราคาสีแดงและช่องโปร่งอยู่ด้านล่าง แสดงระยะClose Price กับ Low  Price
ถ้าช่องโปร่งกว้างแสดงว่าราคาปิด (Close) ดันขึ้นมาสูง

รูปแบบที่ 08 Heikin-Ashi
         การแสดงผล Open High Low Close จากแท่งเทียนแบบเดิม Candle มาจัดเรียงใหม่แบบเฉลี่ย และสร้างเป็นแท่งเทียนแบบใหม่ในลักษณะที่ช่วยแยกสภาวะของตลาดหมี และตลาดกระทิงออกจากกัน

HA-Close = (Open(0) + High(0) + Low(0) + Close(0)) / 4
การเฉลี่ยค่าของราคา Open High Low Close จากช่วงเวลาปัจจุบันของตลาด

HA-Open = (HA-Open(-1) + HA-Close(-1)) / 2
การเฉลี่ยค่าของราคา Open และ Close จากช่วงเวลาก่อนหน้าของแท่งเทียนแบบ Heikin-Ashi

HA-High = Maximum of the High(0), HA-Open(0) or HA-Close(0)
การนำค่าสูงสุดของที่คำนวณได้ของ Heikin-Ashi Open หรือ Heikin-Ashi Close ตัวใดตัวหนึ่ง

HA-Low = Minimum of the Low(0), HA-Open(0) or HA-Close(0)
การนำค่าต่ำสุดของที่คำนวณได้ของ Heikin-Ashi Open หรือ Heikin-Ashi Close ตัวใดตัวหนึ่ง

ส่วนสีของแท่ง แสดงผลดังนี้
สีเขียวโปรง เมื่อราคาเปิด Open < ราคาปิด Close  
สีแดงทึบ เมื่อราคาเปิด Open > ราคาปิด Close  

รูปแบบที่ 09 Three Line Break
         แสดงผลแท่งราคา โดยเกิดจากการใช้ Close Price ของ Candle ที่เกิด New High หรือ New Low ในทิศทางเดียวกับแท่งราคาก่อนหน้า ลักษณะของแท่งราคาจะเรียง ต่อกันในลักษณะ "ตูดต่อหัว" แต่ละแท่งเรียกว่า Line Break กราฟชนิดนี้ จะอิงอยู่กับแค่ราคาหุ้นเท่านั้น ไม่ได้คำนึงถึงเวลา

         เมื่อราคา Close> Open แสดงแท่งราคาสีเขียวโปร่ง
         และเมื่อ Close Price ทำ New High TLB สร้างแท่งใหม่ สีเขียวโปร่ง
         เมื่อราคา Close< Open แสดงแท่งราคาสีแดงทึบ
         และเมื่อ Close Price ทำ Low TLB สร้างแท่งใหม่ สีแดงทึบ

         การเปลี่ยนแนวโน้มมีเงื่อนไขคือ ถ้าราคาปิดสูงกว่าราคาสูงสุดของสองแท่งก่อนหน้านั้นจะเปลี่ยนเป็นแนวโน้มขาขึ้น หากราคาปิดต่ำกว่าราคาต่ำสุดของสองแท่งก่อนหน้า ก็จะเปลี่ยนเป็นแนวโน้มขาลง จึงเป็นที่มาของคำว่า Three Line Break นั่นเอง

รูปแบบที่ 10 Renko
         การแสดงผลราคาที่ปรับขึ้นหรือลดลงต่อเนื่อง ลักษณะเป็นกล่องสี่เหลี่ยมแบบบริก (brick) หรือเหมือนก้อนอิฐ มาเรียงๆกันในแนวทะแยงมุมขึ้น (แนวโน้มขึ้น) หรือทะแยงมุมลง (แนวโน้มลง) เสน่ห์ของ RENKO ที่ไม่เหมือน Price ในรูปแบบอื่นๆก็คือ RENKO ไม่ได้อิง "มิติของเวลา" แต่อิงใน "มิติของ price"
         1 brick ของ RENKO ไม่จำเป็นต้องเป็น 1 วัน แต่ 1 brick ของ RENKO จะอิงกับขนาดของ box size ที่กำหนด เช่น หากเรากำหนด box size เป็น 1 บาท และ brick ก้อนปัจจุบันเป็นสีเขียว แปลว่า ราคาต้อง "ขยับขึ้น" เกิน 1 บาท ถึงจะเกิด brick สีเขียวก้อนใหม่ขึ้นมา เช่นเดียวกัน หากราคา "ขยับลง" เกิน 1 บาท เทียบกับ brick ก่อนหน้า ก้อนใหม่ถึงจะเปลี่ยนสีเป็นแดง

รูปแบบที่ 11 Kagi
        Kagi อ่านว่า "คาหงิ" มาจากญี่ปุ่น หมายถึงเครื่องมือชนิดหนึ่งที่ใช้ในงานพิมพ์ด้วยบล๊อกไม้ การแสดงผลราคา ประกอบไปด้วยเส้นทึบเรียกว่าหยาง หมายถึง ราคาหุ้นเพิ่มขึ้น (สีเขียว)และเส้นบางเรียกว่าหยินหมายถึงราคาหุ้นลดลง (สีแดง) โดยจะคำนึงเฉพาะการเปลี่ยนแปลงของราคาในระดับที่กำหนดไว้ เช่น 1บาท เท่านั้น ไม่ได้อิง "มิติของเวลา" แต่อิงใน "มิติของ price"

         ราคาปิด สูงกว่า ราคาสูงสุด ของราคาปิด ที่บันทึกไว้ในช่วงเวลาที่ผ่านมา (สีเขียว)
         ราคาปิด ต่ำกว่า ราคาต่ำสุด ของราคาปิด ที่บันมึกไว้ในช่วงเวลาที่ผ่านมา (สีแดง)

รูปแบบที่ 12 Point Figure
         การแสดงผลราคา โดยใช้สัญลักษณ์แทนค่าการขึ้นลงดังนี้
สัญลักษณ์ O หมายถึงราคาหุ้นสูงขึ้น
สัญลักษณ์ X หมายถึงราคาหุ้นนั้นลดลง
โดยจะต้องกำหนดค่าการเปลี่ยนแปลงของราคาไว้ การแสดงราคารูปแบบนี้ไม่ได้อิง "มิติของเวลา" แต่อิงใน "มิติของ price"
         เช่น 1 บาท เมื่อราคาหุ้นเพิ่มขึ้น 1 บาท เราก็จะเพิ่ม O ลงไปในกราฟ และจะเพิ่ม O ไปเรื่อยๆ ในคอลัมน์เดิม ทุกๆ การเพิ่มขึ้นทีละ 1 บาท เมื่อหุ้นตกลงมา 1 บาท เราก็จะเพิ่ม X เข้าไปแทนในคอลัมน์ใหม่ ดังนั้น กราฟชนิดนี้ จะอิงอยู่กับแค่ราคาหุ้นเท่านั้น ไม่ได้คำนึงถึงเวลา