เทคนิคอ่านข่าวให้เห็นราคาหุ้น บทความโดย อ.ภัทรทร ช่อวิชิต

         

 

        การอ่านข่าวเป็นเป็นหัวใจหนึ่งของการลงทุนเพราะช่วยให้นักลงทุนทราบถึงสถานการณ์ปัจจุบันแผนการที่บริษัทจะดำเนินต่อไปในอนาคต เป็นข้อมูลที่ช่วยนักลงทุนในการประมาณการกำไรและประเมินมูลค่าหุ้นได้ในอนาคต แต่ปัญหาของนักลงทุนคือมีข่าวสารหลั่งไหลเข้ามาจำนวนมาก ถ้านักลงทุนไม่มีระบบการวิเคราะห์ที่ชัดเจน จะทำให้เกิดภาวะข้อมูลล้นเกิน ไม่สามารถนำข้ามูลมาแปลงเป็นสารสนเทศสำหรับการตัดสินใจได้ ดังนั้นบทความนี้ผมจึงเขียนหลักคิดที่จำเป็นในการวิเคราะห์ข่าว และมองให้ออกถึงผลกระทบที่มีต่อราคาหุ้นในอนาคต เพื่อให้นักลงทุนสามารถกำหนดกลยุทธ์การลงทุนได้อย่างเหมาะสม

เทคนิคการค้นหาข่าว

          การค้นหาข่าวของหุ้นที่เราสนใจ ทางโปรแกรมของ Efin stock  pickup มีระบบค้นหาข่าวของหุ้นตัวที่เราสนใจสามารถเข้าไปกดที่ปุ่ม news ตรงเมนูได้เลย ตามปกติโปแกรมจะตั้งค่ามาตรฐานคือจะแสดงเฉพาะข่าวที่มีในวันนั้น ถ้านักลงทุนต้องการค้นหาข่าวย้อนหลังก็ต้องไปตั้งค่าดังภาพ

          เทคนิคการใช้งานที่ผมใช่บ่อยๆ จะดูอยู่สองเรื่องคือ การดูข่าวหุ้นแบบรายตัวและการหาสตอรี่หุ้นที่เราต้องการ ในการหาข่าวหุ้นแบบรายตัว พิมพ์ชื่อหุ้นที่ต้องการค้นหาลงไปในช่อง Symbol ก็จะมีข่าวที่เกี่ยวข้องกับหุ้นตัวนั้นขึ้นมา การค้นหาขาวแบบที่สองคือการหาหุ้นมี story ที่เราสนใจ ก็พิมพ์ keyword ที่เราต้องการค้นหาเช่น "รุกธุรกิจ" "โรงไฟฟ้า" "พลังงานทดแทน" "ซื้อกิจการ" "ขายสินทรัพย์" "งบลงทุน" "ขยายกำลังการผลิต" "ขยายสาขา" "สินค้าใหม่" "กำลังศึกษา" "กองทุนอสังหาริมทรัพย์"  "รุกอาเซียน" "AEC" "กัมพูชา พม่า เวียดนาม มาเลเซีย ฟิลิปินส์ อินโดเนเซีย" "แบ็กล็อกพุ่ง" "ลงนามสัญญาปรับโครงสร้างหนี้"  จะได้หุ้นที่มีข่าวกำลังจะทำโครงการต่างๆ ที่น่าจะทำให้กำไรกระโดดได้ในอนาคตยังไงก็มีหุ้นให้แคะเรื่อยๆครับ

การอ่านข่าวแบบจับประเด็น

          การอ่านข่าวได้เร็ว ควรอ่านแบบจับประเด็น โดยตั้งคำถามไว้ก่อนแล้วอ่านแบบแสกนหาคำตอบ โดยจะหาคำตอบของสองเรื่องคือทิศทางราคาและเวลาที่หุ้นจะวิ่ง คำถามที่ช่วยบอกทิศทางราคาเช่น สถานการณ์ของบริษัทเป็นอย่างไร มีตัวเร่งอะไรบ้าง ประมาณการรายได้และการเติบโตไว้เท่าไร ส่วนคำถามที่ใช้ประเมินว่าหุ้นจะขึ้นช่วงไหน คือเหตุการณ์นั้นจะเกิดขึ้นเมื่อไร ส่วนใหญ่ถ้าเหตุการณ์ยังไม่เกิด กำไรยังไม่มีหุ้นก็จะวิ่งไปได้ไม่ไกลสักพักก็ลง โดยสามารถสรุปความสัมพันธ์ของข่าวกับทิศทางของกำไรได้ดังภาพ

ยอดขายพุ่ง ตลาดโต ขยายกิจการ

     ยอดขายเพิ่ม => กำไรเพิ่ม =>หุ้นวิ่ง

โครงการลดต้นทุน

     ต้นทุนลด=>กำไรเพิ่ม=>หุ้นวิ่ง

กำไรพิเศษ เช่นชนะคดี กำไรขายสินทรัพย์ กำไรปรับโครงสร้างหนี้ กำไรจากการต่อรองราคาซื้อ

     กำไรเพิ่ม (ชั่วคราว) =>หุ้นวิ่ง แล้วก็ดิ่ง กลับมาที่ผลประกอบการปกติ

ขยายธุรกิจใหม่

     ถ้าทำแล้วรุ่ง กำไรพุ่ง=> หุ้นวิ่ง

     ถ้าทำแล้วพลาด กำไรลด=>หุ้นร่วง

     สินทรัพย์ไม่ได้ใช้งาน=> ค่าเสื่อม ค่าดำเนินการ

     หนี้สิน=>ต้นทุนทาการเงิน

ตัดขายบริษัทย่อย (ต่อจากข้อเมื่อกี้) กำไรเพิ่ม=>หุ้นวิ่ง

     สินทรัพย์ลด=>ค่าเสื่อม ค่าดำเนินการลด=>กำไรเพิ่ม

     หนี้สินลด =>ต้นทุนทางการเงินลด=>กำไรเพิ่ม

     ถ้าโชคดีจะมีกำไรจากการขายสินทรัพย์ด้วย

ปรับโครงสร้างหนี้ =>กำไรเพิ่ม=>หุ้นวิ่ง

     ดอกเบี้ยจ่ายลด (ปกติบริษัทก่อนปรับโครงสร้างหนี้จะจ่ายดอกเบี้ยผิดนัดสูงสุดที่ 15%)

     ลดเงินต้น =>กำไรจากการปรับโครงสร้างหนี้

ล้างขาดทุนสะสม => กลับมาจ่ายปันผลได้หุ้นวิ่ง

เพิ่มทุน, แจกwarrant, หุ้นปันผล => ถ้ากำไรโตไม่ทันสัดส่วนหุ้นที่เพิ่ม  => หุ้นตก

การประมาณการราคาเป้าหมายจากข่าว

     เมื่อประมาณการทิศทางกำไรและเวลาที่หุ้นจะขึ้นได้แล้ว ก็ลองประมาณราคาคร่าวๆ โดยใช้สูตร ราคา (P) = PE x กำไรต่อหุ้น (EPS) ค่าตัวคูณ โดยทั่วไปจะให้ค่าตัวคูณ PE จะประมาณ 10-15 เท่า ถ้ามองเป็นหุ้นที่เติบโตสูงในอีก 3-5 ปีข้างหน้า จะให้ค่าตัวคูณ  PE 20 เท่าขึ้น สำหรับธุรกิจที่กำไรผันผวนเช่นหุ้นอสังหาริมทรัพย์ หรือหุ้นวงจรจะใช้ค่า PE ที่ต่ำลงประมาณ 5-7 เท่าเพื่อชดเชยความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น

     สำหรับการหาค่า EPS หรือกำไรต่อหุ้นคร่าวๆ เวลาอ่านข่าวให้เปิดสรุปข้อสนเทศบริษัทจดทะเบียนในเว็บตลาดหลักทรัพย์ประกอบ ดังนี้

      ถ้าในข่าวบอกยอดขายปีหน้ามาก็จับคูณอัตรากำไรสุทธิได้กำไรนำไปหารจำนวนหุ้นจะได้กำไรต่อหุ้น

     ถ้าบอกยอดขายว่าเติบโตเป็นกี่% ถ้าสมมติให้อัตรากำไรเท่าเดิม กำไรจะโตเท่ายอดขาย แต่ถ้ามองอัตรากำไรสูงขึ้นหรือต่ำลง ก็จับยอดขายคูณการเติบโตจะได้ยอดขายปีหน้าและจับคูณอัตรากำไรสุทธิที่เราประมาณการ 

      สำหรับหุ้นวงจรจะประมาณการกำไรค่อนข้างยากเพราะไม่ชอบบอกยอดขายตรงๆ แต่มักจะบอกเป็นปริมาณขาย หุ้นกลุ่มนี้จะยากเพราะต้องมองรอบของสินค้าให้ออก เดาราคาขายจับคุณกันได้ยอดขาย และอัตรากำไรสุทธิเอาเอง สำหรับอัตรากำไรสุทธิอาจมองเป็นหลายๆแบบเช่นถ้าช่วงตกต่ำอัตรากำไรสุทธิจะเป็นเท่าไร มองย้อนไปช่วงๆดีๆของวงจรอัตรากำไรสุทธิเป็นเท่าไร 

     หุ้นที่ทำธุรกิจรับเหมามักจะชอบบอก รายได้รอการรับรู้(backlog) นักลงทุนต้องประมาณการเอาว่างานกี่ปีทำเสร็จ สมมติ 2 ปีก็เอา backlog หารสองได้ยอดขายปีนั้นจับคุณอัตรากำไรสุทธิจบได้กำไรในปีนั้น 

     หุ้นพัฒนาอสังหาริมทรัพย์มักชอบบอกมูลค่าโครงการ ซึ่งก็คือยอดขายนั่นเองถ้าโครงการในมือโอนได้ครบ จับมูลค่าโครงการคูณอัตรากำไรสุทธิจบ

     ในกรณีที่หุ้นที่หุ้นที่เราสนใจเป็นหุ้นในกระแสมีบทวิเคราะห์ของโบรกเกอร์ เราสามารถใช้การประมาณการของนักวิเคราะห์มาช่วยได้ มีประโยชน์มากโดยเฉพาะสมมติฐานเรื่องยอดขายเพราะนักวิเคราะห์จะมีโอกาสได้สัมภาษณ์ผู้บริหารได้ใกล้ชิดกว่าเรา

       ส่วนใหญ่บทวิเคราะห์มักจะใช้ประมาณกำไรล่วงหน้าไป 2 -3  ปี แต่การประมาณการราคามักนำกำไรปีหน้าปีเดียวมาจับคูณ PE ได้ราคาเป้าหมายของปีนั้น เราสามารถเดาราคาปีที่ 2 ได้โดยเอากำไรปีที่สองมาจับคูณ PE ก็จะได้ไปหมายถ้าถือไปยาวๆ

     ข้อสังเกต ถ้าหุ้นที่รายได้กำไรโตสม่ำเสมอ และอัตรากำไรเสมอกำไรที่ประมาณการจะค่อนข้างน่าเชื่อถือ จำนวนหุ้นที่ใช้หากำไรต่อหุ้นควรจะเป็นจำนวนหุ้นที่ปรับลดทุกอย่างแล้ว ถ้ามี warrant ก็เอามารวมด้วยเพราะเราอย่างรู้ว่าในอนาคตถ้า warrant ใช้สิทธ์ทั้งหมดจะเหลือกำไรเท่าไร

      ผมหวังว่าบทความนี้จะเป็นแนวทางให้นักลงทุนสามารถ อ่านข่าวแล้วตอบได้ว่า บริษัทกำลังจะทำอะไร และกำไรจะโตเมื่อไร ทำให้เห็นภาพของกำไรในอนาคต และสามารถนำไปวางแผนการลงทุนสอดคล้องกับลักษณะของกำไรที่เกิดขึ้น และทำให้ผู้ลงทุนได้รับผลตอบแทนที่ยั่งยืนได้ครับ