การพยายามชี้วัดให้ได้ คือ หัวใจของความยั่งยืนในการลงทุน
บทความโดย อ.วชิรเมษฐ์ ธเนศสถิตพงศ์

         ในวันที่เราตัดสินใจว่าจะเริ่มต้นลงทุน เรามักจะเกิดคำถามขึ้นมากมาย ตั้งแต่หุ้น คือ อะไร แล้วเค้าซื้อขายกันอย่างไร ต้องใช้เงินเยอะไหม แล้วใช้วิธีไหน ถึงได้กำไร

         แล้วเราก็เริ่มศึกษาความรู้ที่ทำให้เราคาดการณ์ได้ว่า ราคาหุ้นตัวไหน จะขึ้นหรือลง  แล้วราคาหุ้นจะขึ้นลง ช่วงเวลาไหน หรือ หุ้นจะขึ้นลงเมื่อราคาถึงเท่าไหร่ และเมื่อเราศึกษาความรู้เหล่านั้น และ นำไปใช้งานจริง ปรับปรุงแก้ไข พัฒนา จนเกิดเป็น สัญชาตญาณติดตัวนั้น ดูเหมือนจะเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่ สำเร็จในเส้นทางนี้ได้

 

          เพียงแต่ มันอาจจะไม่ยั่งยืน ก็ได้หาก เกณฑ์ชี้วัดที่ใช้ในการซื้อขายของนักลงทุนแต่ละท่านนั้น ยังไม่มีวิธีชี้วัดได้ชัดเจนแน่นอน และ ตายตัวพอครับ ยังมีเรื่องของความรู้สึก เข้ามาประกอบการตัดสินใจอยู่เสมอ เพราะ มนุษย์ส่วนใหญ่ก็มักจะมีปัญหาในการจัดการกับความรู้สึกของตนเอง เช่นกัน

          ถ้าเราสังเกตว่า นักลงทุนด้วยปัจจัยพื้นฐาน ก็พยายามที่จะ นำตัวเลขทางการเงินต่างๆ มาประกอบการตัดสินใจ ว่าหุ้นตัวไหนดีไม่ดี เพราะ ตัวเลขสามารถขี้วัดว่ามากหรือน้อย โดยเทียบกับหุ้นตัวอื่นๆ หรือ เทียบกับค่าเฉลี่ยของหุ้นในอุตสาหกรรมเดียวกัน หรือ ค่าเฉลี่ยของตัวมันเองในอดีต

          ถ้าเป็นนักเก็งกำไรที่ใช้กราฟเทคนิค ก็จะคุ้นเคยกับตัวเลขที่ชี้วัดได้พอประมาณอยู่แล้ว แต่จะติดกับดักคุณภาพของตัวเลขที่ชี้วัดได้ เช่น ราคากับปริมาณ ซื้อขาย  หุ้น 2 ตัวราคาขึ้นเหมือนกันในสัดส่วนที่เท่ากัน เพียงแต่มีปริมาณการซื้อขายไม่เท่ากัน บางตัวมีปริมาณซื้อขายมากกว่าค่าเฉลี่ย 10 เท่าตัว  กับอีกตัวหนึ่งมีปริมาณซื้อขายเท่ากับค่าเฉลี่ย

          อันนี้เราก็จะเห็นว่า หัวใจสำคัญของการลงทุน หรือ เก็งกำไร ให้ยั่งยืนก็คือ การหาวิธีชี้วัดข้อมูลบางอย่างที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อขายออกมาเป็นตัวเลข ยิ่งข้อมูลที่ได้มานั้นเป็นข้อมูลเชิงคุณภาพ ที่แปลความหมายเป็นตัวเลขได้ ยิ่งดีเหมาะสมแก่การนำไปใช้งานจริง

          บางคนยังนึกไม่ออกว่า ข้อมูลแบบไหนที่ไม่ควรนำมาใช้งาน เช่น ความน่าเชื่อถือของผู้บริหาร เราจะชี้วัดคนได้อย่างไร ทั้งๆที่ไม่มีใครรู้จักเค้าดีพอจนประเมินเป็นคะแนนได้หรอกครับ การถกเถียงกันเรื่องที่ชี้วัดเป็นตัวเลขไม่ได้ จะไม่มีทางสิ้นสุดเด็ดขาด และ เสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์

          หรือบางคนใช้กราฟเทคนิคโดยใช้ทฤษฎีรูปทรงของราคาหุ้นมาชี้วัดว่าหุ้นจะขึ้นหรือลง แต่กราฟรายวันรูปทรงราคาอาจจะขึ้นก็ได้ ในขณะเดียวกันรูปทรงราคาในกราฟรายนาทีอาจจะมองลงก็ได้ ความขัดแย้งกันนี้อาจจะสะท้อนเรื่องคุณภาพในสัญญาณซื้อที่เราใช้จากราฟเทคนิครายวันเช่นกัน

          การลงทุนนั้นทุกคนต้องลงทุนเวลา ลงทุนความรู้ และก็ลงทุนเงินทอง อย่าเพียงแต่ลงทุนเงินทองเท่านั้น การพยายามเปลี่ยนเกณฑ์ซื้อขายของตัวเราเองให้ออกมาเป็นตัวเลขที่ชี้วัดให้ได้มากที่สุด โดยเฉพาะข้อมูลทีสื่อถึงคุณภาพนในการตัดสินใจให้ซื้อให้ขายนั้น ยิ่งเปลี่ยนเป็นตัวเลขที่ชี้วัดได้ยิ่งดีครับ