5 ประเด็นเจาะลึก EBITDA และการใช้งาน บทความโดย อ.ภัทรธร ช่อวิชิต

 

 

EBITDA หรือกำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อม ค่าตัดจำหน่าย กันครับ กำไรตัวนี้สามารถบอกอะไรได้หลายๆ อย่างเกี่ยวกับสภาพของกิจการ บทความนี้จะพาทำความรู้จัก EBITDA ให้มากขึ้นครับผม

1. รู้จักค่าเสื่อมและค่าตัดจำหน่าย

          ค่าเสื่อมและค่าตัดจำหน่าย เป็นค่าใช้จ่ายทางบัญชีที่เกิดจาก หลักความระมัดระวังของนักบัญชีที่มองว่า สินทรัพย์ที่เป็นเครื่องมือทำกินของบริษัท เสื่อมค่าลงทุนวัน เมื่อสินทรัพย์เสื่อมค่า วันที่สินทรัพย์นั้นหมดอายุการใช้งาน มันก็จะพัง ถ้ากิจการต้องการดำเนินงานต่อ ก็ต้องจ่ายซื้อสินทรัพย์นั้นอีกรอบ ถ้าเงินไม่พอก็ต้องไปกู้เงินเขาเป็นหนี้เป็นสินจ่ายดอกเบี้ยกันอีก ดังนั้นค่าเสื่อมและค่าตัดจำหน่ายจึงควรมองเป็นรายจ่ายแต่ไม่ได้จ่ายไปวันนี้ไปจ่ายในอนาคตเมื่อวันที่สินทรัพย์นั้นหมดอายุการใช้งานแทน

          เมื่อสินทรัพย์เสื่อมค่า วันที่สินทรัพย์นั้นหมดอายุการใช้งาน มันก็จะพัง ถ้ากิจการต้องการดำเนินงานต่อ ก็ต้องจ่ายซื้อสินทรัพย์นั้นอีกรอบ ถ้าเงินไม่พอก็ต้องไปกู้เงินเขาเป็นหนี้เป็นสินจ่ายดอกเบี้ยกันอีก ดังนั้นค่าเสื่อมและค่าตัดจำหน่ายจึงควรมองเป็นดังนั้นเพื่อความไม่ประมาท จึงต้องตั้งค่าเสื่อมและค่าตัดจำหน่ายเป็นรายจ่ายในงบกำไรขาดทุน เพื่อให้กำไรสุทธิต่ำลงได้ไม่เอาเงินไปจ่ายปันผลซะหมด ส่วนที่กันไว้จ่ายปันผลไม่ได้ถ้าสะสมทุกปีวันที่สินทรัพย์หมดอายุก็มีเงินกันไว้ซื้อสินทรัพย์ใหม่อีกรอบ แต่ในความเป็นจริง เงินที่กันไว้บริษัทก็มักจะเอาไปซ่อมบำรุงให้สินทรัพย์ใช้ได้ หรือนำไปลงทุนเพิ่ม การดูว่าเงินเอาไปไว้ที่ไหน ดูได้ที่งบกระแสเงินสดครับผม

          ความแตกต่างของค่าเสื่อมและค่าตัดจำหน่ายคือ ค่าเสื่อมราคาเกิดจากสินทรัพย์ที่มีตัวตนเสื่อมค่าลงและค่าตัดจำหน่ายเกิดจากสินทรัพย์ที่ไม่มีตัวตน เช่นลิขสิทธ์ สิทธิการเช่า เสื่อมค่าลง

2. EBITDA อยู่ตรงไหนในงบ

          EBITDA ไม่มีตรงๆ ในงบการเงิน แต่สามารถคำนวณได้ง่ายๆจาก การนำ EBIT หรือกำไรก่อนดอกเบี้ยและภาษีจากงบกำไรขาดทุนเป็นตัวตั้ง และนำตัวเลขค่าเสื่อมและค่าตัดจำหน่ายในงบกระแสเงินสดมาบวกก็จะได้ EBITDA

          แต่สำหรับคนที่ต้องการดูตัวเลข EBITDA แท้ๆของบริษัท ให้ดูตรงงบกระแสเงินสดบรรทัดที่เขียนยาวๆ ว่า “กำไรจากการดำเนินงานก่อนการเปลี่ยนแปลงในสินทรัพย์และหนี้สินดำเนินงาน” ตัวเลขนี้จะเป็น EBITDA ที่นำรายได้และรายจ่ายที่ไม่เป็นเงินสดในงบทั้งหมดในงบกำไรขาดทุนทั้งหมดมาปรับจาก EBIT แล้ว

3. EBITDA บอกอะไร

          EBIT คือกำไร "ก่อน" หักต้นทุนทางการเงิน (ดอกเบี้ย) และภาษี มองอีกแง่คือกำไรจากการดำเนินงานนั่นเอง เพราะหักค่าใช้จ่ายทั้งหมดแล้ว เพียงแต่ยังไม่ได้หักค่าใช้จ่าย ต้นทุนทางการเงิน (ดอกเบี้ย) ที่เป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการวางโครงสร้างเงินทุน และภาษี

          ดังนั้นเมื่อนำค่าเสื่อมที่เป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่ใช่เงินสดมาบวกกลับ จะได้ EBITDA ที่แสดงถึงกำไรจากการดำเนินงานที่เป็นเงินสดนั่นเอง 

4.การวิเคราะห์ EBITDA

         โดยส่วนตัวผมมอง ค่าเสื่อมและค่าตัดจำหน่าย เป็นต้นทุนของสินทรัพย์อย่างหนึ่ง ที่ทยอยตัดเป็นค่าใช้จ่ายไปตลอดอายุการใช้งาน ดังนั้นถ้าบริษัทไหนมี EBITDA มากกว่าค่าเสื่อมมากๆ ก็แสดงว่าใช้สินทรัพย์ได้เก่ง สามารถนำสินทรัพย์ไม่ใช้สร้างกำไรได้หลายเท่า

          ถ้าบริษัทขาดทุนเพราะมี EBITDA น้อยกว่าค่าเสื่อมและค่าตัดจำหน่าย โดยเฉพาะธุรกิจบริการที่ต้องลงทุนสินทรัพย์มากๆไว้ก่อนแล้วค่อยทำกลยุทธ์มาให้ลูกค้ามาใช้บริการ ทางแก้คือต้องหาวิธีนำสินทรัพย์ไปสร้างรายได้ให้มากขึ้นและพยายามหาแนวทางลดค่าใช้จ่ายให้ได้

          ส่วนเรื่องการลดค่าเสื่อมและค่าตัดจำหน่ายทำได้ยากกว่าเนื่องจาก ถ้าจะลดค่าเสื่อมก็ต้องลดสินทรัพย์ ลดสินทรัพย์แปลว่าไม่มีเครื่องมือทำมาหากิน หรือถ้าอยากลดจริงๆ ก็ต้องยอมตัดขาดทุนด้อยค่าสินทรัพย์ไป

          อีกประเด็นหนึ่งคือ ในการเติบโตบริษัทจะไม่ต้องลงทุนในสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนมาก ไม่ต้องกู้เยอะๆ ความเสี่ยงธุรกิจก็ไม่มาก แต่ต้องระวังกับธุรกิจซื้อมาขายไป ที่สินทรัพย์ส่วนใหญ่เป็นสินทรัพย์ไม่หมุนเวียน การขยายธุรกิจอาจไม่ต้องลงทุนสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนเยอะแต่ก็ต้องลงทุนในเงินทุนหมุนเวียนแทน (ลูกหนี้การค้า สินค้าคงเหลือ เจ้าหนี้การค้า และอื่นๆ)

5.เงินจาก EBITDA บริษัทสามารถนำไปใช้ได้เลยหรือไม่

          EBITDA เป็นเพียงการนำกำไรมาบวกด้วยค่าใช้จ่ายที่ไม่ใช่เงินสด แสดงถึงความสามารถในการทำกำไรที่เป็นเงินสดๆเท่านั้น ยังไม่เป็นเป็นกระแสเงินสดอิสระที่ผู้ถือหุ้นจะนำมาใช้ได้เลย เพราะยังผ่านอีกหลายด่านคือ เงินทุนหมุนเวียนที่เกิดจากการ เปลี่ยนแปลงของ ลูกหนี้การค้า สินค้าคงเหลือ และเจ้าหนี้การค้า เมื่อยอดขายเปลี่ยนแปลงไป,  เงินที่ต้องลงทุนในสินทรัพย์ ทั้งการรักษาสภาพให้คงอยู่และการลงทุนเพื่อการเติบโต รวมไปถึง เงินที่ต้องกันไว้จ่ายดอกเบี้ยและเงินต้นของเจ้าหนี้

          ดังนั้นในแง่มุมของการวิเคราะห์ผมจะมองในเรื่องของความสามารถในการสร้างกำไรที่เป็นเงินสดมากกว่า ผมชอบไว้มองเร็วๆสำหรับหุ้น เน่าๆที่งบขาดทุน ถ้า EBITDA ก็ยังพอมีเงินสดให้พอหายใจอยู่ มีเงินจ่ายหนี้และดอกเบี้ยได้ จากนั้นจึงดู CFO หรือเงินสดสุทธิจากการดำเนินงานว่าหักเงินทุนหมุนเวียนแล้วธุรกิจยังสร้างเงินได้หรือไม่ และCFI หรือเงินสดจากการลงทุนว่าต้องลงทุนอะไรเพิ่มเติมหรือไม่อย่างไร

หวังว่าบทความนี้จะช่วยเปิดประเด็นการวิเคราะห์ EBITDA ได้มากขึ้นครับ

ถ้าอยากรู้มูลค่าที่แท้จริงของหุ้น ผ่าน EBITDA แบบเจาะลึกพบกันได้ที่นี่