5 เคล็ดลับเจาะหุ้นด้วย ROE
บทความโดย อ.ภัทรทร ช่อวิชิต

ROE เมื่อเทียบเป็นอัตราส่วนที่สะท้อนค่าอัตราส่วนต่างๆ หลายค่ารวมๆกันในตัวมันมากที่สุด โดยตามสูตรคือ ROE (Return on Equity) = กำไรสุทธิ (Net Income) / ส่วนของผู้ถือหุ้นเฉลี่ย (Average Equity) x 100 ความหมายคือส่วนของของผู้ถือหุ้นที่ลงไป 100 บาท บริษัทนั้นสามารถสร้างผลกำไรกลับมาให้ผู้ถือหุ้นเท่าไหร่ ถ้าบริษัทไหนที่ ROE สูงและสม่ำเสมอแสดงว่า บริษัทนั้นสามารถสร้างผลกำไรกลับมาหาผู้ถือหุ้นได้ดี อัตราส่วน ROE นี้นอกจากการดูว่าบริษัทสามารถทำกำไรให้ผู้ถือหุ้นได้ดีหรือไม่ยังสามารถแตกประเด็นในการวิเคราะห์เพื่อการมองบริษัทในหลายแง่มุมดังนี้

 

1. การแตก ROE ด้วย Dupont analysis

ROE สามารถแยกเป็นอัตราส่วนการเงินอื่นๆได้ ตามหลักของ Du Pont Analysis ดังนั้นตัวมันเองจึงเหมือนค่าสรุปของอัตราส่วนหลักๆ ถ้าเปรียบเทียบก็เหมือนค่า เกรดเฉลี่ย GPAX ของนักเรียน นักศึกษานั่นเอง เมื่อพิจารณาจากสูตร ROE สามารถแยกออกได้ดังนี้

 

1.1 รูปแบบปกติ
ROE รูปแบบนี้เป็นการเพิ่ม ยอดขายและสินทรัพย์เข้าไปในสมการดังนี้
ROE = NI / Equity = (NI/Sales) x (Sales/Asset) x (Asset/Equity)
ถ้าAsset/Equity = (Debt + Equity) / Equity = 1+D/E เรียกว่า Leverage Multiplier หรือตัวคูณความเสี่ยง
ดังนั้นผลตอบแทนผู้ถือหุ้น คือผลของ อัตรากำไรสุทธิ x อัตราการหมุนเวียนสินทรัพย์ x ตัวคูณความเสี่ยง

 

1.2 มองผลกระทบของ ROA ที่มีต่อ ROE
ROE = NI / Equity = (NI /Asset) x (Asset/Equity)
ผลตอบแทนผู้ถือหุ้น คือผลของ อัตรากำไรของสินทรัพย์ (ROA) x ตัวคูณความเสี่ยง

 

1.3 มองที่ผลกระทบของการทำกำไรของแต่ละขั้น
ROE = NI/ Equity = (NI/EBIT) x (EBIT/Sales) x (Sales/Asset) x (Asset/Equity) or
ROE = (Gross profit – SG&A Expense – Interest &Tax)/Sales x (Sales/Asset) x (Asset/Equity)
ROE = (GM -%SG&A-%I&T) x Asset turnover x Leverage Multiplier
             ผลตอบแทนผู้ถือหุ้น คือ ผลของอัตรากำไร x อัตราการหมุนเวียนของสินทรัพย์ x ตัวคูณความเสี่ยง
ดังนั้นจะเห็นได้ว่า ROE จะประกอบด้วยอัตราส่วน 3 กลุ่มใหญ่ๆ คือ อัตรากำไรสุทธิ อัตราการหมุนเวียนสินทรัพย์ และ ตัวคูณความเสี่ยง การแยกองค์ประกอบของ ROE จะช่วยให้นักลงทุนสามารถวิเคราะห์หุ้นแต่ละตัวได้ลึกมาขึ้น

 

2. ผลกระทบของความสามารถในการทำกำไร

             หลักการง่ายๆคือ อัตรากำไร (ในทุกๆขั้น) ถ้าสูงก็จะทำให้ ROE จะสูงตามไปด้วย

NPM = NI/Sale = (Gross profit – SG&A Expense – Interest &Tax)/Sales = GM -%SG&A-%I&T


             จากสมการจะเห็นว่าบริษัทที่จะทำอัตรากำไรสูงได้ต้องควบคุมค่าใช้จ่ายได้ดีทำให้อัตรากำไรสูงและสม่ำเสมอได้ สำหรับบริษัทที่มีอัตรากำไรขั้นต้น (GM) สูงๆได้ สะท้อนถึงว่าบริษัทอยู่ในอุตสาหกรรมที่แข่งขันไม่รุนแรง ไม่ตัดราคากันบ้าเลือดจนทำให้อัตรากำไรของแต่ละเจ้าตำเตี้ยติดดิน ถ้าเห็นอัตรากำไรขั้นต้นผันผวนมีแนวโน้มว่าบริษัทจะขายสินค้าหรือมีต้นทุนการผลิตที่มาจากสินค้า Commodity ที่มีราคาสินค้าผันผวนมาก เช่นสินค้าเกษตร ปิโตเคมี หรือโลหะต่างๆ ซึ่งเมืองถึงรอบของสินค้าที่ตกต่ำก็จะทำให้ อัตรากำไรขั้นต้นต่ำไปด้วย สำหรับบริษัทที่มี สัดส่วนของค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร (%SG&A) และสัดส่วนของดอกเบี้ยภาษี (%I&T) คงที่แสดงถึงความสามารถในการควบคุมค่าใช้จ่ายที่ดี

 

3. ดูความสามารถในการใช้ประโยชน์สินทรัพย์

             นักลงทุนสามารถดูความสามารถในการใช้ประโยชน์สินทรัพย์ได้จาก อัตราการหมุนเวียนสินทรัพย์ คือ ยอดขาย Sale/asset ความหมายคือ สินทรัพย์ 1 บาทสามารถนำไปสร้างรายได้ได้เท่าไร ถ้าอัตราส่วนนี้มีค่าสูง ROE ก็จะสูงด้วย แสดงถึงว่าบริษัทมีสินทรัพย์ในระดับที่เหมาะสม หรือส่วนใหญ่เป็น Performing Asset เช่นลูกหนี้หมุนเวียนดี สินค้าหมุนเวียนดี มีการลงทุนในบริษัทร่วมที่ทำกำไร ลงทุนในที่ดินอาคารและอุปกรณ์ (PPE) ที่เหมาะสม ไม่ลงทุนในสินทรัพย์ไม่มีตัวตน เช่น GW, R&D ที่มากไป สิ่งต่างๆเหล่านี้ล้วนทำให้ ROE สูงขึ้ง

             ถ้าบริษัทมีสินทรัพย์ที่เป็นสินทรัพย์ที่ไม่สร้างรายได้สูงขึ้น ก็จะทำให้ อัตราหมุนเวียนสินทรัพย์ลดลงได้ เช่นการมีลูกหนี้เก็บเงินช้า ลูกหนี้ก็จะหมุนช้า และมีจำนวนมากขึ้น ก็มีผลรวมต่ออัตราการหมุนเวียนสินทรัพย์รวมด้วย เป็นต้น สินทรัพย์อื่นก็อยู่บนตรรกะเดียวกัน จากนั้น อัตราหมุนเวียนสินทรัพย์ สามารถบอกรอบวงจรธุรกิจได้ ถ้าเราดูเป็นจะสามารถใช้เป็นสัญญาณการลงทุนได้

             ช่วงเริ่มต้น ในช่วงเริ่มต้นธุรกิจจะลงทุนเยอะแต่ลูกค้ายังไม่มา ทำให้อัตราหมุนเวียนสินทรัพย์ ช่วงนี้จะต่ำ ช่วงเริ่มต้นนี้จะบอกไม่ได้ว่าใช้เวลานานเท่าไร เพราะบางที่บริษัทเราลงทุนมาก่อนคนอื่นตั้งแต่ช่วงที่ตลาดยังไม่เติบโตแต่เห็นโอกาสจึงลงทุนไว้ก่อนดังนั้นช่วงนี้บริษัทไหนสายป่านเยอะได้เปรียบ ทำให้ช่วงนี้ ROE จะค่อนข้างต่ำ หลายบริษัทขาดทุน

             ช่วงใกล้ๆมีกำไร ตลาดเติบโตตามคาด บริษัทเริ่มปรับกลยุทธ์ถูกทางคน ลูกค้าเริ่มมากขึ้นทั้งลูกค้ารายใหม่และรายเก่า รายได้เริ่มเข้ามา รายได้โตไวกว่าสินทรัพย์  ทำให้อัตราหมุนเวียนสินทรัพย์ค่าเริ่มสูงขึ้น และ ROE เริ่มสูงขึ้น

 

ช่วงเติบโตสินค้าติดตลาด ถ้าไม่ได้ลงทุนอะไรเพิ่มอัตราหมุนเวียนสินทรัพย์ จะเพิ่มเรื่อยๆ หรือถ้าลงทุนเพิ่มเพื่อการเติบโต อัตราหมุนเวียนสินทรัพย์ควรรักษาระดับเดิมได้ ช่วงนี้ ROE จะเริ่มสูง

ช่วงอิ่มตัว มีคู่แข่งเข้ามา ลูกค้าเริ่มตัน ขยายสินทรัพย์ไปยอดขายตามไม่ทัน อัตราหมุนเวียนสินทรัพย์เริ่มลดลง แต่ดูกำไรรวมอาจยังโตเพราะขยายสาขาเรื่อยๆ แต่จะเห็นสัญญาณการชะลอตัวคือ ROE เริ่มลดลง

ช่วงตกต่ำ รายได้ไม่เข้า แต่สินทรัพย์ลงไปแล้ว อัตราหมุนเวียนสินทรัพย์เริ่มลดลง กำไรลด ต่ำมากๆไม่คุ้มทุนก็ต้องขายสินทรัพย์กิน เปลี่ยนธุรกิจอาจกลายเป็นหุ้น turnaround ได้

 

4. ผลกระทบของโครงสร้างหนี้ต่อ ROE

             บริษัทที่มีโครงสร้างหนี้ต่อทุนสูงๆจะทำให้ ROE สูงขึ้น การที่บริษัทมีระดับโครงสร้างเงินทุนที่เหมาะสมจะทำให้ ROE สูงขึ้นแต่ถ้าบริษัทที่มีโครงสร้างหนี้มากเกินไป ในทางการเงินจะสร้างสมดุลด้วยตัวเองจากด้วยการหักล้างจากด้วยอัตรากำไรที่ต่ำลง จากอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น และการกู้เงินมาขยายการมากๆ ถ้าคุมต้นทุนไม่ดีหรือมีสินทรัพย์ที่ไม่เกิดประโยชน์มากๆ ก็จะทำให้ค่าใช้จ่ายสูงไปอีก

หรือถ้าจะใช้วิธีการตีสินทรัพย์เพิ่มในส่วนทุนเพื่อดึง D/E ลง ถ้าจะลงมากๆ ต้องตีเพิ่มสูงๆ สินทรัพย์ยิ่งเพิ่มมาก E ยิ่งมาก แต่ Asset turnover ยิ่งลด ROE ก็ยิ่งลดเช่นกัน ดังนั้น D/E ดี แต่ ROE ไม่ดี

             ดังนั้นบริษัทที่ดีควรรักษาระดับหนี้สินให้อยู่ในระดับเหมาะสม ไม่มากหรือน้อยเกินไป และควบคุมระดับการใช้สินทรัพย์ และการทำกำไรให้สามารถสร้างกระแสเงินสดเพียงพอกับการชำระหนี้

 

5. ผลกระทบราคาหุ้น

             ราคาหุ้น หรือมูลค่ากิจการจะเติบโตได้ต่อเนื่อง บริษัทต้องมีกำไรที่เติบโตขึ้นอย่างสม่ำเสมอ จากสมการ Sustainable Growth = ROE x (1-b) โดยที่ b คืออัตราการจ่ายปันผลจากกำไร บริษัทที่มี ROE สม่ำเสมอก็จะทำให้ การเติบโต และราคาหุ้นโตขึ้นในระยะยาวได้

             แต่ถ้าบริษัทที่เริ่มเติบโตช้าลง อุตสาหกรรมเริ่มอิ่มตัว อัตราหมุนเวียนสินทรัพย์ ROE เริ่มต่ำลง ถ้ายังไม่มีการเติบโตโดยพาตัวเองไปอยู่ในอุตสาหกรรมที่เติบโต จะเห็นว่าในช่วงนี้ราคาหุ้นไม่ขยับตามไปไหนด้วย ผลตอบแทนที่คาดว่าจะสูงก็อาจไม่สูงตามคาด

             โดยสรุปแล้ว ROE ถือเป็นอัตราส่วนทางการเงินที่เป็นเหมือนผลสรุปของอัตราส่วนหลักๆของธุรกิจ ทั้งการทำกำไร การใช้สินทรัพย์ และ หนี้สิน เป็นเหมือนคะแนนสอบของบริษัท ซึ่งถ้าบริษัทมี ROE ที่สม่ำเสมอก็จะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้กำไร และราคาหุ้นโตได้อย่าสม่ำเสมอ และนักลงได้รับผลตอบแทนตามที่คาดหวังได้

 

 

หลักสูตร อาจารย์ ภัทรธร ช่อวิชิต

แกะงบเจาะหุ้นร้อน ด้วยฟังก์ชั่นอัจฉริยะ

ประเมินมูลค่าหุ้น มองเป้าเป็นเห็นกำไร

Hybrid Trading System