5 ประเด็นต้องรู้เมื่อดูอัตรากำไรสุทธิ บทความโดย อ.ภัทรธร ช่อวิชิต

          อัตรากำไรสุทธิเป็นเครื่องบอกความสามารถในการทำกำไรของกิจการ ค่ายิ่งมากยิ่งแสดงว่าบริษัทสามารถหารายได้และคุมค่าใช้จ่ายได้ดีทำให้เหลือกำไรเยอะเมื่อเทียบกับยอดขาย โดยทั่วไปจึงมองกันว่ายิ่งมากยิ่งดี แต่จะดีจริงหรือเปล่ามีประเด็นต้องดูดังนี้ครับ

1. รู้จักสูตรการคำนวณและการตีความหมาย

          สูตรในการคำนวณคือ กำไรสุทธิ/รายได้รวม สูตรเหมือนง่ายๆ แต่ถ้าให้คำนวณเองจะงงเพราะกำไรสุทธิมีตั้งสามตัว โดยรายได้รวมเป็น input และกำไรสุทธิเป็น output มีสามตัวคือ กำไรสุทธิ กำไรสุทธิส่วนของผู้ถือหุ้นที่ไม่มีอำนาจควบคุมและ กำไรสุทธิสวนของผู้ถือหุ้นบริษัทใหญ่ และการใช้ output คนละแบบก็ให้ความหมายต่างกันดังนี้

          กำไรกลับมาที่ผู้ถือหุ้นเท่าไร ก่อนแบ่งกำไรไปให้ส่วนที่แม่ไม่ได้ถือในบริษัทย่อย อัตรากำไรนี้จะแสดงให้เห็นความสามารถในการทำกำไรรวมของกิจว่าได้เท่าไร โดยไม่นำสัดส่วนการถือหุ้นในบริษัทย่อยมาคิดด้วย

          สูตรแรกคือกำไรสุทธิ / รายได้รวม ความหมายคือ รายได้รวมของทั้งบริษัท (บริษัทแม่และบริษัทย่อย) หนึ่งร้อยบาท หักค่าใช้จ่ายทั้งหมดแล้วเหลือกำกำไรสุทธิส่วนของผู้ถือหุ้นที่ไม่มีอำนาจควบคุม / รายได้รวม จะบอกว่ารายได้รวมของทั้งบริษัท (บริษัทแม่และบริษัทย่อย) หนึ่งร้อยบาท หักค่าใช้จ่ายแล้ว ต้องแบ่งให้ส่วนได้เสียที่ไม่มีอำนาจควบคุมเท่าไร ถ้าบริษัทแม่เน่าแต่บริษัทย่อยดี จะเห็นกำไรรวมของบริษัทต้องถูกปันไปให้ส่วนของผู้ถือหุ้นไม่มีอำนาจควบคุมมาก

          และสุดท้ายเป็นอัตรากำไรสุทธิที่คำนวณในเว็บของ ตลาดหลักทรัพย์ และของ EFIN ใช้สูตรการคำนวณคือ กำไรสุทธิส่วนของผู้ถือหุ้นบริษัทใหญ่ / รายได้รวม ความหมายคือ รายได้รวมของทั้งบริษัท (บริษัทแม่และบริษัทย่อย) หนึ่งร้อยบาท หักค่าใช้จ่ายทั้งหมดแล้วเหลือกำไรกลับมาที่ผู้ถือหุ้นเท่าไร (หักกำไรส่วนที่แม่ไม่ได้ถือในบริษัทย่อยไปแล้ว) ใช้ดูว่าเหลือกำไรจริงมาถึงผู้ถือหุ้นเท่าไร

2. อัตรากำไรสุทธิขึ้นลงได้จากอะไร

         ในการวิเคราะห์เมื่อเห็นอัตรากำไรเปลี่ยนแปลงขึ้นลงต้องไปเจาะให้ลึกว่าเปลี่ยนแปลงจากอะไร มาจากส่วนที่เป็น input คือรายได้หรือ หรือ output ที่เป็นกำไร ในการทำความเข้าใจจำไว้ขาเดียวพอคือ ขึ้นหรือลง

          ถ้าเห็นอัตรากำไรสุทธิเพิ่มขึ้น ให้ตั้งสมมติฐานไว้เลยอาจมีสาเหตุมาจากอะไรมีอยู่ 4 แบบคือ
          1. รายได้เพิ่มขึ้น รายจ่ายคงที่ 
          2. รายจ่ายลดลง รายได้คงที่
          3. รายได้เพิ่มขึ้นมากกว่าค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น
          4. รายได้ลดลงน้อยกว่ารายจ่ายที่ลดลง

         สำหรับแบบที่ 1 และ 3 ผมมองว่าดีที่สุดเนื่องจากมีความสามารถในการหารายได้เพิ่ม และคุมค่าใช้จ่ายได้ดี แบบที่ 2 ดีรองลงมาเพราะรายได้ไม่เพิ่มต้องลุ้นกันต่อว่าอุตสาหกรรมจะตันหรือไม่ ถ้าอุตสาหกรรมเริ่มตันจะไม่ค่อยดีเท่าไร และแบบสุดท้ายรายได้ลงน้อยกว่ารายจ่ายที่ลดลง สำหรับรายได้ลดลง ต้องตามไปดูรายละเอียดให้ดีๆว่าเกิดจากอะไรกรณีน่าสนใจลงทุนคือเกิดจากการอุตสาหกรรมเริ่มแย่ลงทำให้ขายได้ไม่ดีต้องตัดขายธุรกิจส่วนนี้ไปเพื่อรักษาชีวิตและประหยัดรายจ่าย ถ้าตัดของเน่าไป เหลือแต่ของดีๆและเติบโตได้ ก็จะมีโอกาสเป็นหุ้นพลิกฟื้นสูง

3. รายได้เพิ่มขึ้นและลดลงจากอะไร

       ถ้าเห็นรายได้เพิ่มขึ้น เราจะตีความแค่นี้ไม่ได้ต้องตีความซ้อนไปอีกขั้นหนึ่งว่ามากจากอะไร ซึ่งสามารถหาอ่านได้ในคำอธิบายผลประกอบการที่จะมาพร้อมกับการส่งงบการเงินให้ตลาดหลักทรัพย์แต่ละไตรมาศ ข้อมูลนี้อยู่ในเครื่อมือข่าวของ efin

        สำหรับปัจจัยที่กำหนดทิศทางรายได้ส่วนใหญ่ปัจจัยที่กำหนดทิศทางของรายได้จะมาจาก ความสามารถในการกำหนดราคาว่าขึ้นราคาได้หรือไม่ นโยบายการผลิตผลิตมาน้อยแค่ไหน สภาวะอุตสาหกรรมและการแข่งขัน การกำหนดกลยุทธ์ธุรกิจ และสภาวะเศรษฐกิจ สังคม การเมือง เทคโนโลยี

4. รายจ่ายเพิ่มขึ้นลดลงมาจากอะไร

         รายจ่ายจะไม่เปลี่ยนแปลงลอยๆ ต้องมีเหตุปัจจัยสำหรับเหตุปัจจัยที่กำหนดรายจ่ายมีดังนี้
         1. ต้นทุนขาย ส่วนใหญ่จะถูกกำหนดมาจาก ปริมาณการผลิตถ้าผลิตมาต้นทุนคงที่ต่อหน่วยจะลดลง และราคาสินค้าวัตถุดิบ

         2. ค่าใช้จ่ายในการขายส่วนใหญ่ถูกกำหนดมาจากนโยบายการตลาด ถ้าใช้นโยบายการตลาดลดแลกแจกแถม อัดค่าคอมมากๆ ค่าใช้จ่ายส่วนนี้ก็จะมากขึ้น

         3. ค่าใช้จ่ายในการบริหาร ส่วนใหญ่เป็นต้นทุนคงที่เช่นเงินเดือน ค่าน้ำค่าไฟ

         4. ต้นทุนทางการเงิน ภาษาบ้านๆคือ ดอกเบี้ย ถ้าหนี้มาก ก็มีภาระดอกเบี้ยมาก

         5. ส่วนของผู้ถือหุ้นที่ไม่มีอำนาจควบคุม ถ้าบริษัทขยายกิจการโดยการไปเปิดบริษัทย่อยและไม่ได้ถือหุ้นเต็มจำนวนมากๆ เวลาบริษัทมีกำไรก็ต้องหักออก 

            ไปให้ผู้ถือหุ้นที่ไม่มีอำนาจควบคุมที่อยู่ในบริษัทย่อยเยอะ

5. ระวังกำไร (ขาดทุน) พิเศษ

          ถ้าบริษัทมีกำไรหรือขายทุนเป็นรายการพิเศษที่มาครั้งเดียวเช่นกำไรจากการขายสินทรัพย์ กำไรจากการเปลี่ยนแปลงมูลค่ายุติธรรมเงินลงทุน (หุ้นขึ้น) หรือขายทุนจากการตั้งสำรองต่างๆ จุดสังเกตง่ายๆเลยคืออัตรากำไรจะสูงหรือต่ำผิดปกติจนสังเกตได้

          อยากรู้ว่ามาจากอะไรให้เข้าไปดูที่คำอธิบายผลประกอบการจากหน้าข่าวของตลาดหลักทรัพย์ หรือ efin ก็ได้ ถ้าชำนาญหน่อยก็โหลดงบการเงินมาดูว่ามาจากรายการอะไร เมื่อรู้ว่ามาจากอะไรก็ต้องดูว่ารายการนั้นจะมาซ้ำเป็นประจำหรือไม่ถ้าไม่มาเป็นประจำ กำไรพิเศษก็นำมาหักออกจากกำไรสุทธิ และขาดทุนพิเศษก็นำมาบวกกลับจากกำไรสุทธิจะทำให้เรารู้ว่ากำไรปกติของธุรกิจนี้เป็นเท่าไร

          จะเห็นว่าอัตรากำไรสุทธิ สามารถสืบข้อมูลต่อยอดไปได้เยอะมาก นอกจากการดูว่ามากหรือน้อยดี สามารถไปดูทิศทางว่าเพิ่มขึ้นหรือลดลง และสืบไปอีกขั้นว่าตัว input หรือ output ที่ลดลง ซึ่งการเพิ่มขึ้นหรือลดลงจะมีความหมายที่ต่างกันและทำให้นักลงทุนสามารถวิเคราะห์อัตราอัตรากำไรสุทธิได้สุขุมนุ่มลึกครับ

สำหรับใครที่สนใจแนวทางการลงทุนสไตล์นี้ สามารถดูรายละเอียดหลักสูตรได้ที่นี่