5 เคล็ดลับแคะหุ้นเล็กแรงแซ่บเวอร์

บทความโดย อ.ภัทรธร ช่อวิชิต

 

 

          หลังจากหุ้นเล็กหายหน้าหายตาไปหลายปี ตั้งแต่อเมริกาเริ่มลด QE ช่วงนี้หุ้นเล็กเริ่มกลับมาร้อนแรงอีกครั้ง หุ้นกลุ่มนี้มักจะมีการเหวี่ยงขึ้นลงที่ร้อนแรง บทความนี้จะพามาวิเคราะห์หุ้นเหล่านี้ครับว่าต้องดูอะไรบ้าง และมีอะไรบ้างที่ควรระวัง

 

1.เลือกหุ้นที่งบการเงินพอใช้ได้

         หุ้นเล็ก ส่วนใหญ่มักจะงบการเงินไม่ค่อยสวยมากนัก ถ้าใช้เกณฑ์หุ้นถือยาวสบายใจมาวัดคือ รายได้ กำไร เติบโตสม่ำเสมอ และ ROA ROE สม่ำเสมอ หุ้นที่งบการเงินพอใช้ได้ตลาดมักจะให้ PE ที่ต่ำกว่าหุ้นที่งบสวยๆในกลุ่มเดียวกัน

         ส่วนหุ้นที่งบรองลงมา หรือขาดทุนต่อเนื่อง ให้เข้า list มาเป็นอันดับสอง ถ้าพลาดต้องรีบคัดลอสให้ไว อย่าไปยื้อครับ ไม่อย่างนั้น อาจหมดตัวเอาได้ง่ายๆ หุ้นเหล่านี้เวลาจบรอบสามารถลงได้มากกว่า 90% เลยทีเดียว

 

2.ต้องมี Story

         เสน่ห์ของหุ้นเล็ก คือลงทุนกับสตอรี่นี่ละครับ สามารถหาอ่านได้ตามข่าวต่างๆ โดยค้นหาได้จากเมนูข่าวของ efin นั่นเอง

 " ข่าว = แผนธุรกิจกิจ "

          นักลงทุนอย่างเราๆมีหน้าที่ วิเคราะห์ว่าสตอรี่นั้นจะเกิดเมื่อไร และเมื่อเกิดแล้วจะกำไรเท่าไร เราสามารถจัดชั้นของสตอรี่ได้เป็น 2 ชั้น

2.1 สตอรี่แบบยั่งยืน

          สตอรี่แบบนี้ เช่นการขยายโรงงาน การขยายสาขา การนำสินค้าใหม่ๆมาขาย จะให้ดีต้องมีงบการเงินที่ยืนยันข่าวได้เช่น บอกว่ามีการลงทุนก็ต้องเห็นที่ดินอาคารอุปกรณ์เพิ่ม ร้านขายดีต้องเห็นรายได้ต่อสินทรัพย์เพิ่มขึ้น แบบนี้ข่าวจะน่าเชื่อถือว่าครับ เพราะมีงบการเงินคอนเฟริมอีกที

2.2 สตอรี่แบบชั่วคราว

         เรื่องราวแบบนี้ พาหุ้นติดลมบนได้ไม่นานครับ เพราะกำไรที่เห็นในงบการเงินจะมาแค่ชั่วคราว นักลงทุนควรรีบเข้ารีบออก เช่นข่าวการขายสินทรัพย์ การปรับโครงสร้างหนี้ จ่ายปันผลพิเศษ รอบราคาสินค้ามา เช่นสินค้าเกษตร ปิโตรเคมี โลหะ เดินเรือ

 

3.กำไรต้องมีการเติบโต

         มีสตอรี่ในข้อ 2 เดี๋ยวนี้ตลาดไม่เชื่อครับ ต้องรอให้กำไรเติบโตจริงๆตามข่าวก่อน ถึงจะเชื่อว่าหุ้นดีจริง สมัยก่อนผมชอบซื้อตั้งแต่กำไรยังไม่โต แต่เราวิเคราะห์ว่าจากสตอรี่ในข้อสองกำไรมาแน่ รอกันเหงือกแห้งกันเลยครับ

         การกรองหุ้น ในฟังกชั่น total scan ให้ใส่ตัวแปร net profit growth QoQy เข้าไปครับ แปลว่าหุ้นต้องมีกำไรเพิ่มขึ้นมากกว่าไตรมาสเดียวกันของปีที่แล้ว

 

4.มูลค่ากิจการต้องได้

         ราคา = PE x EPS

         ลองแยก PE ปัจจุบันเป็นสองส่วนคือ (PEเหมาะสม + PEจิตนนาการ) เช่นปัจจุบัน PE หุ้นตัวนี้อยู่ที่ 40 แต่คำนวณ PE เหมาะสมได้ยังไงก็ไม่เกิน 25 แสดงว่า ส่วนที่เหลือ 40-25 = 15 คือ อะไรที่เราไม่สามารถอธิบายได้แต่ตลาดคาดหวังกำไรอนาคตกันไปว่าจากสตอรี่ในข้อ 2 กำไรจะโตอย่างนั้นอย่างนี้ นำมาแทนค่าจะได้

 

ราคา = (PEเหมาะสม + PEจิตนนาการ) x EPS

ราคา = PEเหมาะสม x EPS + PEจิตนนาการ x EPS

ราคา = ราคาเหมาะสม + ราคาจิตนาการ

 

          มูลค่ากิจการจะแบ่งได้สองส่วนคือ มูลค่าที่ควรเป็นตามราคาเหมาะสม และส่วนที่เกินมา ถ้าราคาต่ำกว่ามูลค่ายุติธรรมที่คำนวณได้ ถือว่าหุ้นถูกมี upside  แต่บ่อยครั้งเราจะเห็นหุ้นที่เราชอบมักจะเป็น PE สูง มองยังไงก็แพง แต่ PE ก็ยังสูงแบบเป็นดาวค้างฟ้า เช่นหุ้นกลลุ่มโรงพยาบาล กลุ่มค้าปลีก หุ้นกลุ่มนี้ PE สูงได้เพราะงบสวยกว่าเพื่อนๆในตลาด และยังมีช่องให้เติบโตได้

***สิ่งที่ต้องระวังสำหรับการลงทุนหุ้นสายมโน PE แพงๆ คือ ตลาดคาดการการเติบโตที่สูงมากๆๆ ถ้า งบออกมาไม่เติบโต หรือเริ่มโตช้าลง ตลาดพร้อมที่จะเททันที

 

5.กราฟต้องมา

          นักลงทุนสายหุ้นเล็ก กราฟในผันมักจะเป็นทรงกราฟที่ ราคาลงมาเยอะๆ สะสมอยู่โซนล่างๆมายาวนาน และมีแรงซื้อเบรกกรอบสะสมมา กะว่ารันเทรนด์ยาวๆไป  แต่สายรันเทรด์ ต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่า win rate มักจะต่ำเป็นปกติ เช่น เข้า 10 ตัว จะได้เป็นเทรนด์กินคำใหญ่จริงๆ 3-4 ตัว ที่เหลือ คัทลอสบ้าง ไปไม่ใกลบ้าง แต่ถัวๆกันแล้วได้กำไร

          ความทรมานจิตใจสำหรับการกินคำใหญ่คือเรื่องบริหารจิตใจ เพราะจังหวะที่เราเข้าซื้อ มักจะโดนเขย่าอยู่เป็นประจำ  อยากให้เราออก ระหว่างทางก็จะโดนเขย่าอยู่เป็นระยะ เช่นเราใช้เส้น SMA 50 เป็นตัว run trend ราคามักจะลงมาใกล้ๆเส้นให้เราใจเสียอยู่บ่อยๆ บางทีตบให้หลุดจุดคัทลอสแล้วรวบกลับอย่างรวดเร็ว ซึ่งส่วนใหญ่ขายหมูไปแล้วมักจะไม่กล้าซื้อกลับ

 

          ในบทความนี้ก็สรุปเรื่องที่ควรรู้สำหรับการลงทุนหุ้นขนาดเล็ก ทั้งพื้นฐานและเทคนิค หวังว่าเพื่อนๆนักลงทุนจะสามารถนำไปใช้ประโยชน์พัฒนาระบบการลงทุนได้นะครับผม ร่ำรวยในการลงทุนทุกท่านครับ