4 ตัวเลขเศรษฐกิจที่ช่วยวิเคราะห์กำลังซื้อในอนาคต

บทความโดย อ.วชิรเมษฐ์ ธเนศสถิตพงศ์

 

 

          วันนี้มาเรียนรู้เรื่องตัวเลขทางเศรษฐกิจ ที่ช่วยในการวิเคราะห์ว่า สถานการณ์ เศรษฐกิจประเทศไทยปัจจุบัน ถึงกำลังซื้อในอนาคต ซึ่งมีผลต่อ ธุรกิจค้าปลีก หรือ มีผลต่อความเป็นอยู่ของคนจำนวนมากในระบบเศรษฐกิจ ถ้าตัวเลขนี้บอกว่าแย่ และ เกิดแย่ต่อเนื่องกันยาวนานเท่ากับจะส่งผลให้ อนาคตอาจเกิดวิกฤตในประเทศไทยได้ครับ

  1. Business Confidence ระดับความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจ อันนี้ วิเคราะห์เพื่อดูว่า ภาคธุรกิจจะลงทุนมากหรือน้อยลง หากภาคธุรกิจในประเทศเชื่อมั่นน้อย แนวโน้มภาคธุรกิจก็มีโอกาสลงทุนน้อยลง เงินก็จะหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจน้อย

สถานะปัจจุบัน อยู่ในแนวโน้มลดลง ถ้ายิ่งต่ำกว่า 50 ยิ่งไม่ดี



  1. Consumer Confidence ระดับความเชื่อมั่นของผู้บริโภค หรือ คนใช้เงินทั่วไป ถ้าเชื่อมั่นน้อยคนบางกลุ่มก็จะไม่ค่อยใช้เงิน จะเก็บเงิน เพราะ ในระบบทุนนิยม รายจ่ายของคนหนึ่ง คือ รายได้ของอีกคน

สถานะปัจจุบัน เริ่มออกอาการลดลง ถ้าต่ำกว่า 70 จะดูไม่ดี

 

  1. Personal Spending การใช้จ่ายรายบุคคล เพื่อดูว่ามีความสัมพันธ์ กับ ระดับความเชื่อมั่นหรือไม่ ถ้าเชื่อมั่นน้อยลงจนกระทั้งใช้จ่ายน้อยลงจริงๆ ก็ค่อนข้างไม่ดี กับ ระบบเศรษฐกิจ เพราะ เงินไม่ค่อยหมุนเวียนในระบบเท่าไหร่

สถานะปัจจุบัน คือ ใช้จ่ายเพิ่มขึ้นอยู่ ถึงแม้ระดับความเชื่อมั่นจะลดลงเล็กน้อยก็ตาม


 

  1. Consumer Credit หรือ สินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภค เพื่อดูว่า การใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นนั้นเกิดจาก หนี้ หรือ เกิดจาก รายได้จริงๆ

สถานะปัจจุบัน คือ สินเชื่อผู้การอุปโภคบริโภคเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ


 

จากข้อมูล 4 อย่างที่ดูของประเทศไทย

          สรุปได้ว่า ในอนาคตมีโอกาสที่ภาคเอกชนอาจจะลงทุนลดลง แต่ภาคประชาชนยังใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อยู่โดยยังเป็นการ ก่อหนี้เพิ่มขึ้นเพื่อการใช้จ่ายซึ่ง ลักษณะนี้ก็หมายถึงความเสี่ยงจะเกิดเมื่อ รายได้ไม่เติบโต หรือ ดอกเบี้ยปรับตัวเพิ่มขึ้น

          เวลาที่เรา ศึกษาข้อมูล เพื่อที่จะได้ประเมินว่า ถ้าอนาคตเกิดอะไรแล้วจะส่งผลดีหรือแย่ กับ ประเทศไทยนะครับ และ เราควรตัดสินใจอย่างไร หากข้อมูลที่เกิดขึ้นเป็นอย่างที่เห็น ซึ่งข้อดีของวิธีนี้ คือ การวางแผนการ ลงมือกระทำล่วงหน้า
เช่น ถ้า GDP ของประเทศไทยยังเติบโตอยู่ และ NPL ไม่ได้เพิ่มขึ้น ก็แสดงว่า การใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นจากหนี้สิน ยังไม่อันตราย ยังมีโอกาสเติบโตได้อีก แต่ก็จะรู้สึกเสี่ยงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ  สิ่งที่ควรทำในตลาดหุ้นคือ อาจจะตัดสินถือครองหุ้นที่พึ่งพาการบริโภคภายในประเทศต่อไปได้แต่ก็ระวังตัวเตรียมขาย

          หาก GDP เติบโต แล้ว NPL ลดลง หนี้เพื่อการบริโภคลดลง อันนี้ก็คือ เศรษฐกิจกำลังเติบโตและอยู่ในทิศทางที่ดีคือ ความเสี่ยงจากหนี้สินลดลง สิ่งที่ควรทำในตลาดหุ้นคือ อาจจะตัดสินใจซื้อหุ้นที่เกี่ยวกับการบริโภคภายในประเทศเพิ่มขึ้น ถ้าราคาหุ้นมีการย่อตัวลดลงมาอยู่ในราคาที่เราประเมินว่าเหมาะสม

 

หลักสูตรการสอนที่ efinSchool   

โดย อ.วชิรเมษฐ์ ธเนศสถิตพงศ์

       Fund Flow กับ Asset allocation

      สัดส่วนที่พอดี Money Management 

      ปั้นพอร์ต ทำกำไร ด้วยหุ้น Big Cap  
      กลยุทธ์พิชิตพอร์ตหุ้น Turnaround