เจาะแก่น Valuation บทความโดย อ.ภัทรธร ช่อวิชิต  


เจาะแก่น Valuation บทความโดย อ.ภัทรธร ช่อวิชิต  
         ซื้อของทั้งทีคงไม่มีใครอยากได้ของดีราคาแพง ในการวัดความถูกแพง แต่เครื่องมือ
ในการประเมินมูลค่าหุ้นมีหลายวิธีครับ ถ้าเข้าใจแก่นก็สามารถเลือกใช้ให้ถูกกับสินทรัพย์
ที่ต้องการวัด และสามารถต่อยอดไปได้อีกเยอะครับ โดยการประเมินมูลค่าแท้จริงเป็นเรื่อง
เปรียบเทียบ หลักๆจะดูอยู่ 3 เรื่องดังนี้


1.ได้อะไรมา

          การลงทุนซื้อหุ้นเราได้ตัวบริษัทและกระแสเงินสดที่ผลิตได้ในอนาคต 
ถ้าเรามองว่าเราซื้อหุ้นแล้ว ได้กำไรแต่และปีมาเป็นของเรา การอ่านงบเพื่อให้รู้ว่า
ลักษณะกำไรของบริษัทเป็นอย่างไร เราอาจแบ่งลักษณะกำไรของหุ้นเป็น 6 ประเภท
ตามแนวของปีเตอร์ลินซ์ มีดังนี้

          1.กำไรโตแข็งแกร่ง โตเรื่อยๆตามอุตสาหกรรม รายได้กำไรโตสม่ำเสมอ 
             มีการลงทุนเรื่อยๆ ROE ROA สม่ำเสมอ
          2.กำไรโตเร็ว อุตสาหกรรมกำลังเติบโต ลงทุนสูงอนาคตสามารถเติบโตได้ไกล 
             กระแสเงินสดควรเป็นบวก ROE ROA สม่ำเสมอ
          3.กำไรโตช้า อุตสาหกรรมเริ่มอิ่มตัว คู่แข่งเพิ่มขึ้น รายได้เริ่มโตช้าลง
             ตามอุตสาหกรรม ลงทุนเยอะกำไรโตน้อย ROA ROE เริ่มลดลงเรื่อยๆ 
          4.หุ้นวงจรกำไรโตเป็นรอบๆ ช่วงไหนขาขึ้นกำไรก็เยอะ ช่วงไหนเป็นขาลงกำไรน้อย
             หุ้นประเภทนี้ไม่เหมาะที่จะถือยาวๆ ควรลงทุนเป็นรอบๆมากกว่า ถ้าจับรอบ
             ได้ถูกจังหวะ จะรวยไม่รู้เรื่องครับ แต่ถ้าผิดจังหวะก็ติดดอยยาวครับผม 
          5.หุ้น turnaround พลิกจากขาดทุนมาเป็นกำไร หุ้นที่ turnaround ได้อย่างยั่งยืน
             ไม่กลับไปขาดทุนอีกราคาหุ้นจะวิ่งแรงและไปไกลมากครับ
          6.หุ้นสินทรัพย์แฝง ซื้อๆไว้เดี๋ยววันดีคืนดีก็เอาสินทรัพย์ไปขายก็ได้กำไรมาเป็นก้อน 
             วิธีนี้เน้นที่สินทรัพย์เป็นหลัก

          อย่างไรก็ดี กำไรของบริษัทสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา จากหุ้นโตเร็ว
อาจกลายเป็นโตช้าเมื่อไรก็ได้ ดังนั้นหน้าที่ของนักลงทุนจึงควรที่จะคอยติดตามสถานการ
ของบริษัทอยู่เสมอว่าเป็นอย่างไร มีอะไรเปลี่ยนแปลงหรือไม่ อย่างน้อยก็ต้องคอยติดตาม
ทุกไตรมาศ เวลาที่งบการเงินออก

 

2.จ่ายไปเท่าไร

          ในการซื้อหุ้นเราจ่ายเงินซื้อหุ้นที่ราคาตลาด ณ วันนั้น ถ้าไม่ซื้อที่ราคาตลาด 
ก็ไปต่อรองกันข้างนอกเอง ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากลำบากสำหรับนักลงทุนทั่วไป หรือ
เฝ้ารอไปเรื่อยๆ จนตลาดมีมหกรรมลดราคา หุ้นตกแรงๆ แต่เรายังมองว่าพื้นฐานเหมือนเดิม 
ก็สามารถเข้าไปช้อนซื้อได้

3.คุ้มหรือไม่
          การบอกว่าหุ้นที่เราสนใจราคาถูกหรือแพง โดยปกติเราไม่สามารถบอกได้ว่า 
ว่าหุ้นตัวนั้นถูกแพงอย่างไรต้องหาตัวเปรียบเทียบ ผลตอบแทนที่ได้คุ้มกับที่เราจ่ายหรือไม่ 
โดยทั่วไปแล้วการประเมินมูลค่าจะประกอบไปด้วย การประเมินมูลค่าด้วยวิธีเปรียบเทียบ 
และการคิดลดกระแสเงินสด

3.1ประเมินมูลค่าด้วยอัตราส่วน PE PBV PS 
          การเปรียบเทียบเหมือน Apple to Appleโดยมองว่าถ้าสองบริษัทเหมือนๆกัน 
บริษัทที่ใช้เงินจ่ายซื้อน้อยกว่าแสดงว่าถูกกว่า pe pbv ps เป็นการเอาสิ่งที่จ่าย 
P เทียบกับสิ่งที่ได้ 
เช่น           PE    คือการนำราคาไปเทียบกับกำไร 
                PBV  คือการนำราคาไปเทียบกับส่วนของผู้ถือหุ้น 
                PS    คือการนำราคาไปเทียบกับยอดขาย 
          ถ้าสิ่งที่ได้เหมือนๆกัน บริษัทที่จ่ายซื้อน้อยกว่าแสดงว่าจะถูกกว่า ซึ่งเป็นการ
ประเมินมูลค่า ด้วยวิธีเปรียบเทียบเป็นวิธีที่ง่าย แต่ปัญหาคือเราต้องมองให้ออกว่า
สิ่งที่นำมาเปรียบเทียบทั้ง กำไร ส่วนของผู้ถือหุ้น และยอดขาย ควรเป็นค่าที่สม่ำเสมอ 
ถ้าค่าผันผวนถือว่าไม่เหมาะที่จะประเมินมูลค่า หลายคนโดนตัวเลขหลอกกันเยอะครับผม

3.2คิดลดกระแสเงินสด
          ตัวเปรียบเทียบคือ ตัวคิดลดที่เอามาหาร เหมือนเป็นต้นทุนเงินทุนของเรา 
เป็นผลตอบแทนขั้นต่ำที่เราต้องการ ถ้าหุ้นที่เราสนในให้ผลตอบแทนในรูปกระแสเงินสด
ในอนาคตน้อยกว่าต้นทุนเงินทุน ก็แสดงว่าหุ้นที่เราสนใจนั้นแพง
ยกตัวอย่าง 
          การประเมินมูลค่าด้วยวิธี คิดลดเงินปันผล p = d/k-g 
ค่าที่ได้บอกว่า
          ถ้าบริษัทที่ “เรา” สนใจให้กระแสเงินสดในอนาคตที่ “เรา” คาดการณ์เท่ากับ 
เงินปันผลในอนาคตที่มีค่าเท่ากับ d มีลักษณะเติบโตเรื่อยๆ ในอัตราเท่ากับ g 
(ย้ำว่าคาดการณ์) ตัวเปรียบเทียบถูกแพงคือ ผลตอบแทนที่คาดหวัง ผลตอบแทน
ทางเลือกถ้าไม่ซื้อหุ้นตัวนั้น เท่ากับk ราคาหุ้น P ที่เหมาะสม คือ ราคาหุ้นที่ลงทุน
ในปัจจุบัน รับผลตอบแทนในอนาคตไปเรื่อยๆ แล้วได้ผลตอบแทนจากการลงทุน
เท่ากับผลตอบแทนที่คาดหวัง k

จากนั้นนำค่าที่ได้มาเทียบราคาปัจจุบัน

         1.ถ้าราคาหุ้นปัจจุบันต่ำกว่าราคาที่คำนวณได้ แสดงว่า เราซื้อของ"ถูก" 
            เพราะได้ผมตอบแทนจากการลงทุนมากกว่า k
         2.ราคาปัจจุบัน เท่ากับราคาที่คำนวณได้ แสดงว่า "ไม่ถูกไม่แพง" 
            เพราะได้ผลตอบแทนจากการลงทุนเท่ากับk
         3.ถ้าราคาหุ้นปัจจุบันสูงกว่าราคาที่คำนวณได้ แสดงว่า เราซื้อของ"แพง" 
            เพราะได้ผมตอบแทนจากการลงทุนน้อยกว่า k

         สำหรับแนวทางการประเมินมูลค่าด้วยวิธีอื่นๆแค่เปลี่ยนรูปแบบกระแสเงินสด
กับตัวคิดลดเท่านั้น ถ้าเราเข้าใจหลักของมันก็ประเมินได้ไม่ยากครับผม

 

4.เลือกให้เหมาะสมกับธุรกิจ

          เมื่อรู้จักเครื่องมือต่างๆแล้วในการใช้งานจริงนักลงทุนจะต้องเลือก เครื่องมือวัด
ให้เหมาะสมกับ บริษัทที่เราสนใจ สำหรับหุ้นที่กำไรโตแข็งแกร่ง ส่วนใหญ่จะเป็นหุ้น 
blue ship ที่คนรู้จักกันเยอะ กำไรโตเรื่อยๆ ถ้าเป็นหุ้นที่ไม่อยู่ในกระแสสังคม
เช่น กลุ่มธนาคาร ปูน พลังงาน ค่า PE จะอยู่ในระดับ 10-20 และราคาจะยกตัวสูงขึ้นเรื่อยๆ
ตามการเติบโตของกำไร ส่วนใหญ่หุ้นกลุ่มนี้จะผ่านช่วงเติบโตเร็ว เคยเป็นหุ้นเติบโตในอดีต

          สำหรับหุ้นเติบโต ถ้าตลาดมองว่ากำไรสามารถเติบโต มีอนาคตยาวไกล 
เกาะmega trends ได้ ตลาดจะให้ PE ที่ค่อนข้างสูง 20 เท่าขึ้นไป แต่ต้องระวังคือถ้าโตช้า
กว่าที่คาดไม่ไร ตลาดพร้อมที่จะเทขายตลอดเวลา

หุ้นโตช้า หุ้นแบบนี้ถ้ากำไรไม่ลดลงราคาจะไม่ไปไหนแกว่งตัวในกรอบแคบๆ 
              แต่ถ้าแนวโน้มกำไรกำลังลดลง ราคาหุ้นก็จะลดลงด้วย

หุ้นวงจร อันนี้ใช้วิธีไหนก็ไม่แม่น กำไรไม่แน่นอนเดายาก ขึ้นกับปัจจัยภายนอก 
             บริษัทกำหนดอะไรเองไม่ค่อยได้ เอาว่าพอใจตรงไหนก็ขายละกันครับ

หุ้น turnaround ผลประกอบการมักขาดทุนถ้าใช้ PE ก็ต้องดูว่า ถ้าธุรกิจกลับมาเป็นปกติ 
             กำไรปกติเป็นเท่าไรราคาก็จะวิ่งไปสะท้อนระดับราคานั้น แต่ถ้าหลังจากหายไข้
             กลับมาเป็นปกติแล้วสามารถเติบโตต่อได้อีก เช่นปรับธุรกิจไปทำอะไรที่เติบโตได้ 
             ตลาดอาจมองเป็นหุ้นเติบโต PE สูงๆ ราคาล้ำอนาคตอันไกลโพ้น ค่อยวัดใจกัน
             อีกรอบตอนงบออกว่าจะทำกำไรได้ตามที่โม้หรือไม่ ถ้าทำได้ก็เป็นพลิกชีวิตได้

          บางคนก็ประเมินมูลค่าหุ้น turnaround ด้วยวิธี PBV มองว่าถ้าเลิกกิจการไป นักลงทุน
จะได้คืนเท่าไร ปกติจะให้กัน 3 เท่าของมูลค่าทางบัญชี แต่ต้องระวังสำหรับธุรกิจสมัยใหม่ 
ที่ลงทุนไม่เยอะ ทั้งสินทรัพย์หมุนเวียน และที่ดินอาคารอุปกรณ์ ทำให้ PBV ออกมาค่อนข้างสูง 
ธุรกิจที่ลงทุนไม่มากเหมาะกับการใช้ PE หรือคิดลดกระแสเงินสดมากกว่า

หุ้นสินทรัพย์แฝง ราคาหุ้นจะขึ้นเมือมีการปรับสินทรัพย์ ถ้าเป็นธุรกิจที่เรื่อยๆมาเรียงๆ
          กำไรไม่โดดเด่นอะไรก็ใช้ PBV แต่ถ้าบริษัทมีกำไรโตได้เรื่อยๆ ก็ประเมินมูลค่าด้วยวิธีปกติ 
          และเพิ่มมูลค่าของสินทรัพย์เป็นน้ำจิ้มไป

          โดยสรุป มูลค่าเหมาะสมที่คำนวณได้เป็นมูลค่าที่สะท้อนปัจจัยต่างในเวลานั้น 
ภายได้สมมติฐานที่เรากำหนด ซึ่งจะเป็นจริงก็ต่อเมือสมมติฐานเป็นจริง เปรียบเทียบเหมือนการบอกว่า 
ท่อนไม่สั้นหรือยาว ถ้าเอาไปเทียบกับไม้ที่สั้นกว่ามันก็ยาว เอาไปเทียบกับไม้ที่ยาวกว่ามันก็สั้น 
นอกจากนั้นตัวท่อนไม้เองก็เปลี่ยนแปลงเรื่อยๆตามเหตุปัจจัย ดังนั้นจะเล่นหุ้นให้มีความสุข
อย่าไปยึดมั่นถือมั่นมาก และค่อยดูการเปลี่ยนแปลงของหุ้นที่เราสนใจตลาดเวลาก็จะลงทุนได้
อย่างเป็นสุขครับ


ลงทุนอย่างเป็นสุขถือหุ้นอย่างปลอดภัย กับคอร์ส แกะงบเจาะหุ้นร้อนด้วยฟังก์ชั่นอัจฉริยะ 
และตอกย้ำความมั่นใจกับคอร์สเรียน การประเมินมูลค่าหุ้น DCF,SOTP  
กับผม อ.ภัทรธร ช่อวิชิต 
เท่านี้การทำกำไรแบบยั่งยืนก็อยู้ใกล้คุณแค่เอี้อมแล้วครับ