3เรื่องต้องระวังเมื่อซื้อหุ้น PE แพง
บทความโดย อ.ภัทรธร ช่อวิชิต

          PE เป็นการประเมินมูลค่าหุ้นด้วยวิธีเปรียบเทียบด้วยราคาและกำไร ความหมายคือกำไร 1 บาทนักลงทุนจะยอมจ่ายซื้อเท่าไร หุ้น PE แพงๆแสดงว่านักลงทุนยอมจ่ายซื้อหุ้นที่ระดับราคาสูงเมื่อเทียบกับกำไร ในหุ้นหลายๆตัว PE สามารถซื้อขายกันที่ระดับ 40 เท่าได้ คนส่วนใหญ่บอกว่าหุ้นราคาแพง แต่ราคาหุ้นก็สามารถขยับตัวสูงขึ้นได้ทุกปี แต่เมื่อซื้อหุ้นแพงๆที่ระดับราคาเต็มไปด้วยความคาดหวังนักลงทุนต้องระวังอะไรบ้างมาดูกันครับ

1.การเติบโต

          หุ้นที่ PE แพงๆส่วนหนึ่งมาจากการคาดหวังการเติบโตที่สูงและสม่ำเสมอต่อเนื่อง ถ้ากำไรของบริษัทยังสามารถเติบโตได้แสดงว่าราคาหุ้นก็จะสามารถทำจุดสูงสุดใหม่ได้เรื่อยๆเช่นกัน แต่การเติบโตเป็นเรื่องของอนาคตที่ยังไม่เกิดขึ้นนักลงทุนต้องคอยติดตามสองเรื่องหลักๆคือ สภาพอุตสาหกรรมที่บริษัทนั้นอยู่ว่าอยู่ในช่วงไหนของอุตสาหกรรม เริ่มต้น เติบโต อิ่มตัว หรือถดถอย โดยส่วนใหญ่หุ้นที่ PE แพงๆมักอยู่ในช่วงการเติบโตถ้าบริษัทเริ่มมีแนวโน้มการเติบโตของกำไรที่ช้าลง ตลาดจะปรับค่า PE ที่เหมาะสมของหุ้นให้ต่ำลง ถ้าพื้นฐานยังดีราคาหุ้นมักจะเริ่ม Sideway เมื่อกำไรเพิ่มขึ้นก็จะทำให้ PE ค่อยๆลดลงจดถึงระดับ PE เหมาะสม แต่ถ้าอุตสาหกรรมเริ่มถดถอยกำไรเริ่มลดลง ตลาดจะปรับ PE โดยการลดลงของราคาเพื่อหารกำไรที่ลดลงแล้วค่า PE ที่ได้ออกมาเท่าเดิม

2.ความสม่ำเสมอของผลประกอบการ

          สาเหตุต่อมาที่หุ้นสามารถยืนในระดับ PE สูงได้มากจากความสม่ำเสมอของผลประกอบการ หุ้นกลุ่มนี้อาจจะเติบโตไม่มากแต่ผลประกอบการเติบโตอย่างสม่ำเสมอ เช่นกลุ่มโรงพยาบาล หรือหุ้นกลุ่มค้าปลีก ทำให้ตลาดยอมซื้อหุ้นกลุ่มนี้ในระดับราคาที่แพง ยอมรับปันผลน้อยๆ และกับความสบายใจที่มีการเติบโตอย่างสม่ำเสมอ แต่การซื้อหุ้นกลุ่มนี้ต้องคอยติดตามผลประกอบการบ่อยๆ เพราะถ้าเริ่มมีความสม่ำเสมอของผลประกอบการน้อยลงเมื่อไรตลาดก็พร้อมจะปรับ PE ที่เหมาะสมให้ลดลงทันที

          สิ่งที่ต้องติดตามอย่างน้อยทุกไตรมาสเมื่องบออกคือ ปัจจัยเชิงคุณภาพต้องคอยดูว่าอุตสาหกรรมเริ่มเติบโตช้าลงหรือยัง ไม่ว่ามาจากตลาดเริ่มตันไม่สามารถเจาะหาช่องว่าทางการตลาดเพิ่มเติมได้ หรือบริษัทเริ่มเสียความสามารถในการแข่งขันทำให้ยอดขายเริ่มเติบโตช้าลง และปัจจัยเชิงปริมาณ ถ้าบริษัทเริ่มมีการการบริการจัดการแย่ลงดูง่ายๆอาจดูจาก ROA ROE ที่มีแนวโน้มลดลงก็ต้องระวัง ซึ่งถ้า 2 เรื่องนี้เกิดขึ้นมีแนวโน้มที่จะปรับ PE ลดลงและเราอาจขาดทุนจากการลงทุนได้

3.สภาวะตลาด

          สภาวะตลาดก็เป็นตัวปรับ PE เหมาะสมให้สูงขึ้นได้ ในสมัยก่อนหุ้นทั่วไป PE เหมาะสมประมาณ 10 เท่าแต่ในช่วงหลายๆปีที่ผ่านมา มีเม็ดเงินไหลเข้ามาในตลาดมากขึ้นจากทั้งการเติบโตของกองทุน และจาก fundflow ที่ไหลเข้ามาหาผลตอบแทนจากสภาวะดอกเบี้ยต่ำทำให้ PE ที่เหมาะสมสูงขึ้น จากที่ผมสังเกตตลาดสามารถดันราคาหุ้นไปสะท้อนปันผลที่ระดับต่ำเพียง 1% เท่านั้น โดยคิดเป็น PE สูงถึง 30-50 เท่า

          แต่ในทางกลับกันถ้าเกิดสภาวะดอกเบี้ยที่เป็นขาขึ้น Fundflow เริ่มไหลออก เงินที่เหลือในตลาดก็จะประกอบไปด้วยรายย่อยและกองทุนจะพยุงตลาดได้หรือไม่ต้องคอยติดตามกันครับ

          จะเห็นว่าการซื้อหุ้นที่มีราคาแพงๆเมื่อเทียบกับปัจจัยพื้นฐาน ก็ยังสามารถทำกำไรได้แต่ในทางกลับกันซื้อหุ้นแพงๆก็มีความเสี่ยงทางด้าน Downside risk ที่สูงเช่นกันถ้าเกิดความผิดพลาดอะไรขึ้นมากับบริษัท