วัดคุณภาพหุ้นอย่างรวดเร็วด้วย F-Score บทความโดย อ.ภัทรธร ช่อวิชิต  

วัดคุณภาพหุ้นอย่างรวดเร็วด้วย F-Score 
          ปัญหาหนึ่งของนักลงทุนในการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานคือไม่รู้ว่าจะเริ่มวิเคราะห์อย่างไรเพราะมีตัวแปรเยอะไปหมด

การทำ Check list สำหรับการวิเคราะห์หุ้นเป็นทางเลือกหนึ่งที่ทำให้เราวิเคราะห์หุ้นได้ไม่ตกหล่น สำหรับ Efin ได้เพิ่ม
Piotroski F -Score ที่เป็นคะแนนสำหรับการวัดปัจจัยพื้นฐานของหุ้น 
ช่วยให้นักลงทุนสามารถคัดกรองหุ้นเบื้องต้นได้
ง่ายขึ้น ครอบคลุมประเด็นสำคัญในการวัดคุณภาพหุ้น โดยแบ่งเป็น 9 หัวข้อครับ

         Piotroski F -Score เป็นเครื่องมือการคัดกรองหุ้น ถูกคิดค้นโดย Mr.Joseph D.Piotroski แห่งมหาลัยชิคาโก
ศาสตราจารย์บัญชี และในปี 2000 ดำรงตำแหน่ง ศาสตราจารย์ของ บัญชีที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด นั่นเอง
         เครื่องมือนี้ช่วยให้นักลงทุน เพิ่มประสิทธิภาพในการค้นหาหุ้นลงทุน และช่วยกำจัดหุ้นที่มีจุดอ่อนทางการเงินทิ้งไป
ภายหลังมีการtest 9 เกณฑ์การจัดอันดับพื้นฐานที่เขาคิดค้นขึ้น ในช่วงระหว่าง ปี 1976 และ ปี 1996 ซึ่งผลออกมา
น่าพอใจ สามารถสร้างผลตอบแทน เฉลี่ย 23%ต่อปี
         โดยค่า Piotroski F-Score เป็นการคิดคะแนนหุ้นพื้นฐานดีจาก 9 หัวข้อ โดยการคิดคะแนน ถ้าหัวข้อไหนผ่าน
ให้ 1 แต้ม ไม่ผ่านให้ 0 แล้วนำคะแนนมารวมกัน โดยบริษัทที่มีค่า Piotroski F-Score สูงๆ 
แสดงพื้นฐานอยู่ในระดับดี
ซึ่งค่าที่ใช้เป็นเกณฑ์ คือ 5 เกิน 5ขึ้นไปถือว่าแข็งแกร่งดังนี้


Check list ความสามารถด้านการทำกำไร

                                                                 

          1.ROA (ROA >  0)

                    หุ้นที่ ROA มากกว่า 0 แสดงว่า สินทรัพย์ของบริษัทสามารถสร้างกำไรได้ บริษัทที่มี ROA น้อยกว่า 0
          แสดงว่าสินทรัพย์ของบริษัทยังไม่สามารถสร้างกำไรได้ อาจจะอยู่ในช่วงเริ่มต้นลงทุนธุรกิจใหม่ หรืออยู่ในช่วง
          ถดถอยของธุรกิจ ถ้าบริษัทไม่มีกำไรก็ยากที่หุ้นจะขึ้นได้

          2.ROAup (ROA เพิ่มขึ้น)

                    บริษัทที่ ROA เพิ่มขึ้นแสดงว่า บริษัทสามรถนำสินทรัพย์ไปสร้างกำไรได้มากขึ้น มาจากสองสาเหตุ
          คือบริษัทสามารถนำสินทรัพย์ไปสร้างรายได้ได้เพิ่มขึ้น และมีการควบคุมภายในที่ดีขึ้นทำให้อัตรากำไรดีขึ้น

          3.Cash Flow (CFO>0)

                    หุ้นที่มี CFO หรือเงินสดสุทธิจากการดำเนินงาน เป็นบวกแสดงว่าบริษัทสามารถทำกำไรในรูปเงินสด
          สภาพคล่องของกิจการดี มีเงินสดไปลงทุน จ่ายดอกเบี้ย คืนเงินต้น และที่สำคัญคือมีเงินเหลือไปจ่าย
          ปันผลได้อีกด้วย

                    โดยการคำนวณค่า CFO จะถูกปรับให้เป็นค่าเต็มปี โดยใช้เทคนิค TTM (Total twelve month)
          หลักการคือ การสมมติว่าไตรมาศที่เหลือมีคาเท่ากับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว สมมติปัจจุบันเป็นงบการเงิน
          ไตรมาส 2
แสดงผลประกอบการงวด 6 เดือน เราก็นำงบครึ่งปีหลังของปีที่แล้วมาบวกจะได้เป็น 12 เดือนพอดี
          การคำนวณคือ
นำงบเต็มปีเป็นตัวตั้ง ลบออกด้วยงบการเงิน 6 เดือนแรกของปีที่แล้ว แล้วบวกด้วยงบครึ่งปี
          ของปีนี้ ส่วนไตรมาศอื่นๆ 
ก็ใช้หลักการเดียวกัน

          4.ACCRUAL (CFO>กำไรสุทธิ)

                     CFO หรือเงินสดสุทธิจากการดำเนินงาน แสดงถึงเรื่องของสภาพคล่อง และกำไรสุทธิแสดงในเรื่อง
          ของฝีมือ
ในการบริหารในงวดนั้นๆ บริษัทโดยทั่วไปปกติ กระแสเงินสดจากการดำเนินงานมักจะมากกว่ากำไร
          เนื่องจาก
ในงบกำไรขาดทุนมักจะมีรายจ่ายที่ไม่เป็นตัวเงินอยู่เยอะเช่น ค่าเสื่อมราคา หนี้สงสัยจะสูญ และการตั้ง
          สำรองทางบัญชีต่างๆ
บริษัทที่มีทั้งกำไรเป็นบวก CFO เป็นบวก CFO มากกว่ากำไร แสดงว่ามีทั้งฝีมือ
          และสภาพคล่องดี คนถือหุ้นก็สบายใจ


Check list ความสามารถด้านความอยู่รอด

                                                               

          5.DE (อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (DE) ลดลง)

                     บริษัทที่มีหนี้สินลดลง สัดส่วนของหนี้ที่มีดอกเบี้ยลดลงจะทำให้ความเสี่ยงทางการเงินโดยรวมลดลง
          แต่ต้องตามไป 
เจาะลึกต่อว่าหนี้สินลดเกิดจากอะไร ถ้าหนี้สินลดลงจากการนำกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน
          ไปลดหนี้ถือว่าดี 
ในทางกลับกันหนี้สินลดลงจากการเพิ่มทุนมาจ่ายหนี้ก็ถือว่าดีเนื่องจากการเพิ่มทุนทำให้
          จำนวนหุ้นเพิ่มขึ้นและ EPS ต่ำลง
และเหมือนกันการนำเงินของผู้ถือหุ้นมาลงทุนโดยได้รับผลตอบแทนเท่ากับ
          ดอกเบี้ยเงินกู้ที่ลดลงเท่านั้น ในการคำนวณ 
จะเป็นการเปรียบเทียบไตรมาศเดียวกันของปีที่แล้วว่า โครงสร้างเงิน
          ต่างกันอย่างไร

          6.Current Ratio (Current Ratio เพิ่มขึ้น)

                     อัตราส่วนสภาพคล่อง (Current Ratio) คำนวณจากสินทรัพย์หมุนเวียนหารด้วยหนี้สินหมุนเวียน
           บริษัทที่มีอัตราส่วนสภาพคล่อง (Current Ratio) สูงขึ้น สาเหตุมาจากไม่สินทรัพย์หมุนเวียนเพิ่ม ก็หนี้สิน
           หมุนเวียนลดลง 
แสดงให้เห็นว่ามีความสามารถในการชำระหนี้ระยะสั้นเพิ่มขึ้น สภาพคล่องกิจการน่าจะดีขึ้น
           แต่ในการวิเคราะห์นักลงทุนควรที่จะดูกระแสเงินสดจากการดำเนินงานประกอบ ขอให้มีค่าเป็นบวกไว้ก่อนแล้ว
           จะดี 
แสดงว่าสินทรัพย์หมุนเวียนที่เห็นในงบดุลสามารถแปลงเป็นเงินสดไปจ่ายหนี้ระยะสั้นได้

             7.EQ OFF (ไม่มีการเพิ่มทุน)

                     หุ้นที่ไม่มีการเพิ่มทุน การเพิ่มทุนจะทำให้จำนวนหุ้นเพิ่มขึ้น และกำไรต่อหุ้นลดลง ถ้าบริษัทไม่สามารถ
           สร้าง
กำไรได้เพิ่มขึ้นมากกว่าจำนวนหุ้นที่เพิ่มจะทำให้กำไรต่อหุ้นลดลงและราคาหุ้นจะไม่ไปไหน


Check list ความสามารถด้านประสิทธิภาพการดำเนินงาน

             8.GPM (อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) เพิ่มขึ้น)

                    อัตรากำไรขั้นต้นแสดงถึงความสามารถในการดำเนินงานจากธุรกิจหลักของกิจการ โดยที่ยังไม่ได้หัก
           ค่าใช้จ่าย 
ในการขายและบริหาร ในการคำนวณจะปรับงบการเงินให้เป็นเต็มปีแบบ TTM  เพื่อเปรียบว่าใน 1 ปี
           ที่ผ่านมา 
อัตรากำไรขั้นต้นเป็นอย่างไร บริษัทที่มีอัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นได้ มีหลายสาเหตุส่วนใหญ่จะเป็น
           เรื่องดีๆทั้งนั้น
เช่นมีความสามารถในการแข่งขันสูงสามารถปรับเพิ่มราคาสินค้าได้, มีการควบคุมต้นทุนการผลิต
           ที่ดีขึ้น, การผลิต 
ในจำนวนมากจนเกิดการประหยัดต่อขนาดทำให้ต้นทุนต่อหน่วยลดลง, หันไปขายสินค้าบริการ
           ที่มีอัตรากำไรดีขึ้น 
หรือรอบวงจรของสินค้ากำลังเป็นขาขึ้น ซึ่งสามารถหาอ่านได้ในคำอธิบายงบการเงิน

              9.AT (อัตราส่วนหมุนเวียนสินทรัพย์ (Asset Turnover) เพิ่มขึ้น)

                     บริษัทที่มีอัตราหมุนเวียนทรัพย์สิน คำนวณจาก รวมรายได้ หารด้วยสินทรัพย์รวมเฉลี่ย ถ้าอัตราส่วนนี้
            เพิ่มขึ้น
แสดงว่า ใช้สินทรัพย์สร้างรายได้ได้มากขึ้น หรือรายได้เท่าเดิมแต่ใช้สินทรัพย์น้อยลง สาเหตุที่เพิ่มขึ้น
            เช่น อุตสาหกรรม 
กำลังเป็นขาขึ้นสินทรัพย์สามารถสร้างรายได้ได้มากขึ้น, ฝ่ายการตลาดเก่งขึ้นสามารถหารายได้
            เข้าบริษัทได้มากขึ้น,
การขายสินทรัพย์ที่ไม่มีประโยชน์ทิ้งไป



            จะเห็นว่าตัวแปรทัง 9 ตัวของ Piotroski F –Score นั้นครอบคลุมการวัดประสิทธ์ภาพการดำเนินงาน 
ของบริษัท
ทั้งการดำเนินงาน ความอยู่รอด และการทำกำไร ซึ่งการผ่าน Check list แต่ละข้อนั้นไม่ง่ายเลย หุ้นที่ได้คะแนนสูงๆ
แสดงว่า
ในปีนั้นมีพื้นฐานที่ดี หน้าที่ของนักลงทุนคือต้องไปทำการบ้านต่อว่าวันนี้พื้นฐานดีแล้ววันหน้าจะดีต่อไปหรือไม่ ถ้ายังมันใจว่า

ยังดีเหมือนเดิมก็แสดงว่าเราจะสามารถลงทุนได้อย่างสบายใจครับผม
            การวิเคราะปัจจัยพื้นฐานใช้เรื่องยากอีกต่อไป คุณสามารถเรียนรู้เพิ่มเติมได้ที่ แกะงบเจาะหุ้นร้อนด้วยฟังก์ชั่นอัจฉริยะ
และตอกย้ำความมั่นใจกับคอร์สเรียน การประเมินมูลค่าหุ้น DCF,SOTP กับผม อ.ภัทรธร ช่อวิชิต
เท่านี้การทำกำไรแบบยั่งยืนก็อยู้ใกล้คุณแค่เอี้อมแล้วครับ

            Piotroski, J. “Value Investing: The Use of Historical Financial Statement Information to Separate
Winners
from Losers”, Journal of Accounting Research, Vol.38 Supplement 2000, pp. 1-41