วิธีค้นหากำไรพิเศษง่ายๆจากงบกระแสเงินสด บทความโดย อ.ภัทรธร ช่อวิชิต

          ในการวิเคราะห์ผลประกอบการ สิ่งที่นักลงทุนอยากรู้คือ บริษัทที่เราสนใจจะลงทุนกำไรจากการดำเนินงานปกติเป็นอย่างไร เพื่อนำกำไรส่วนนี้ไปใช้ในการคาดการณ์กำไร การเติบโต ในอนาคต ส่วนกำไรที่ไม่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงาน หรือเป็นกำไรที่มาเพียงครั้งเดียว ถือเป็นน้ำจิ้มให้ราคาหุ้นมีสีสันในระยะสั้น เช่นกำไรจากการขายสินทรัพย์ กำไรจากการปรับโครงสร้างหนี้ เป็นต้น เพราะปีต่อไปก็ไม่มีกำไรจากเหตุการณ์นี้เข้ามาในงบการเงินอีก เหลือเพียงกำไรปกติเท่านั้น ดังนั้นการที่นักลงทุนสามารถค้นหากำไร หรือขาดทุนพิเศษที่มาครั้งเดียวและไม่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานได้ จะทำให้นักลงทุนสามารถ วางกลยุทธ์การลงทุนให้เหมาะสมกับวัตถุประสงค์การลงทุนได้ง่ายขึ้น

1.กระตุ้นต่อมเอ๊ะ

          หุ้นที่ดีเบื้องต้นรายได้และกำไรควรเติบโตอย่างต่อเนื่อง ถ้าบริษัทไหนที่กำไรโตหรือลดลงแบบผิดปกติ ต่อมเอ๊ะ จะเริ่มทำงาน  ว่าทำไมกำไรถึงผิดปกติ และรายการนั้นเป็นรายการปกติหรือไม่ ถ้ากำไรกระโดดจากการดำเนินงานถือว่า เจอขุมทรัพย์เพราะมันจะได้กำไรแบบนี้ไปเรื่อยๆ

          ในการดูงบการเงินเบื้องต้น ทาง efin เตรียม templet สำหรับดูงบการเงินเบื้องต้นไว้ โดยกด Alt+F4 โปรแกรมจะเรียก templet analysis stock ขึ้นมาโดยประกอบด้วยสองหน้าต่างหลักคือหน้าต่าง short financial ที่เป็นสรุปงบการเงิน และหน้าต่าง Net Profit Analysis สำหรับดูกำไรรายไตรมาศดังภาพ

          จากภาพเป็นงบการเงินของ หุ้น MILL จะเห็นว่ากำไรในไตรมาศ 3 ปี 2558 กระโดดขึ้นสูงผิดปกติ และไตรมาศ 4 ปี 2557 ที่ขาดทุนมากจนผิดสังเกตลักษณะแบบนี้นักลงทุนต้องไปตามหาคำตอบว่าอะไรทำให้กำไรผิดปกติ และเป็นรายการที่เกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่

2.ค้นหาคำตอบด้วยงบกระแสเงินสด

เทคนิคในการดูว่ามีกำไรหรือขาดทุนพิเศษหรือไม่ให้เข้าไปดูในงบกระแสเงินสด โดยเลือกเมนู Stock focus ทางด้านซ้ายมือและเลือกเมนูย่อย งบการเงินเมื่อเข้าไปหน้างบการเงิน

จะขึ้นหน้าต่างขึ้นมา ให้เปลี่ยนเป็นภาษาไทยหรือใครชำนาญงบการเงินภาษาอังกฤษไม่ต้องเปลี่ยนก็ได้ไม่ว่ากัน จากนั้นใส่ชื่อหุ้นที่ต้องการและเลือกงบกระแสเงินสด

           ในการค้นหากำไรหรือขาดทุนพิเศษ จุดที่ให้ความสำคัญกับบรรทัดแรกของงบกระแสเงินสด ที่จะยกยอดมากจากงบกำไรขาดทุน ตามเลข 1 บริษัทมีกำไรก่อนต้นทุนทางกาเงินและภาษีเท่ากับ 1,076.23 ล้านบาท ต่อมาให้มาดูตรงเลข 2 คือ เงินสดจากการดำเนินงานก่อนการเปลี่ยนแปลงในสินทรัพย์และหนี้สินดำเนินงาน 731.80 ล้านบาท โดยที่มาของตัวเลขนี้มาจาก นำกำไรจากงบกำไรขาดทุนในข้อ 1 มาปรับปรุงด้วยรายการที่ไม่ใช่เงินสด และไม่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานออกไปให้เป็นกำไรที่เป็นเงินสดๆจริงๆ โดยหลักการตีความให้ดูจากเครื่องหมายดังนี้

เครื่องหมาย “บวก” แสดงว่า รายการนั้นเป็นรายจ่ายที่ไม่ใช่เงินสดหรือไม่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานในงบกำไรขาดทุนจึงนำมาบวกกลับจากข้อ 1

เครื่องหมาย “ลบ” แสดงว่า รายการนั้นเป็นรายได้ที่ไม่ใช่เงินสดหรือไม่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานในงบกำไรขาดทุนจึงนำมาหักออกจากข้อ 1

          คนที่ไม่เคยอ่านงบกระแสเงินสดดูครั้งแรกอาจจะงงกับตัวหนังสือ ที่มีวงเล็บกับไม่มีวงเล็บ หลักการจำง่ายๆคือ ถ้าตัวเลขเป็นเครื่องหมาย บวก ให้อ่านนอกวงเล็บ ในทางกลับกัน ถ้าตัวเลขเป็นเครื่องหมาย ลบ ให้อ่านในวงเล็บตัวอย่างเช่นเลข 1 ตัวเลขเป็นเครื่องหมายบวก การอ่านต้องอ่านว่า กำไรก่อนต้นทุนทางการเงิน และ/หรือ ภาษีเงินได้ เป็นต้น ส่วนรายการอื่นๆ ผมขีดเส้นใต้สีแดงๆ ไว้ให้เรียบร้อยครับ

         การอ่านเราจะเน้นรายการที่เป็นยอดปรับปรุงใหญ่ๆครับ ในภาพจะเห็นว่า กำไรก่อนต้นทุนทางการเงิน และ/หรือ ภาษีเงินได้ 1,076.23 ล้านบาท ซึ่งกำไรยอดนี้ได้รวมกำไรจากการขายทรัพย์สินรอการขาย 1,093 ล้านบาท

          นอกจากนั้นยังมีขาดทุนที่ไม่เป็นเงินสดที่ยอดใหญ่ เช่น ขาดทุนจากหนี้สูญและหนี้สงสัยจะสูญ 41.94 ล้านบาท และขาดทุนจากการลดลงของมูลค่าสินค้าคงเหลือ 133.28 ล้านบาท เป็นต้น

3.การประยุกต์ใช้งาน

          การค้นหากำไรพิเศษจะช่วยให้เราทราบว่า บริษัทมีรายได้รายจ่ายที่เป็นรายการที่ไม่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานและไม่ใช่เงินสดเท่าไรบ้าง ถ้าบริษัทไหนมีรายการปรับปรุงทางบัญชีในงบกำไรขาดทุนมากๆ จะทำให้การวิเคราะห์อัตราส่วนทางการเงินผิดเพี้ยนไป

          ดังนั้นในการวิเคราะห์หลายคนจึงนำรายการเหล่านี้มาบวกกลับหรือหักออกในงบกำไรขาดทุนและคำนวณอัตราส่วนทางการเงินใหม่ เพื่อดูว่าจริงๆแล้วบริษัทมีความสามารถในการทำกำไรจากการดำเนินงานปกติเป็นเท่าไรบ้าง

           สำหรับคนที่ลงทุนโดยใช้เครื่องมือทาง technical ถ้าทรงกราฟมา เหลือบไปดูงบซักนิดเห็นกำไรกระโดดโดยมาจากกำไรพิเศษ กลยุทธ์การลงทุนคือ เข้าออกตาม technical ไม่ควรไล่ราคาตอนมันวิ่งขึ้นไปสูงๆแล้ว ถ้าผิดทางก็ cut lost ไม่ควรเข้าไปถัวซื้อ

           จะเห็นว่า ในการวิเคราะห์งบการเงินจะดูเพียงกำไรอย่างเดียวไม่ได้ ต้องดูด้วยว่ากำไรที่เพิ่มขึ้นหรือลดลงเป็นกำไรจากการดำเนินงานปกติหรือไม่ ถ้าเป็นกำไรปกติและดูแล้วว่ายังเติบโตได้ต่อเนื่อง ก็ถือต่อไป ถ้าไม่ และเราลงทุนเข้าออกตาม technical ก็ควรรีบเข้ารีบออก ติดดอยก็ควร cut lost ไปอย่ายื้อ ก็จะทำให้การลงทุนของนักลงทุนเป็นไปอย่างยั่งยืนขึ้นครับ