นโยบายรัฐแบบนี้กระทบหุ้นกลุ่มไหน

บทความโดย อ.ภัทรธร ช่อวิชิต

 

 

          นโยบายภาครัฐเป็นปัจจัยหนึ่งในการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญ เพราะกระทบผลประกอบการบริษัทไม่ทางตรงก็กระทบทางอ้อม ถ้าเราทำการบ้านรอไว้ก่อนเวลาใครประกาศนโยบายมาเราก็ไม่ตกใจครับ เพราะมีหลักในการวิเคราะห์

          การวิเคราะห์ต้องมองว่ารายได้ประชาชาติประกอบด้วย การบริโภค การลงทุน การใช้จ่ายภาครัฐ และการนำเข้าส่งออก การมีอยู่ของรัฐคือการจัดสรรสินค้าสาธารณะตามนโยบายที่ประชาชนเลือกกันมาว่าอยากให้รัฐกระจายภาษีไปทางไหน ส่วนกระทบเศรษฐกิจอย่างไรมาดูกันครับ

 

1.นโยบายกระตุ้นการบริโภค

          การบริโภคมีความสัมพันธ์ทางตรงกับรายได้ ในทางทฤษฎีถ้าหากเพิ่มรายได้ให้ประชาชนการบริโภคก็จะเพิ่มขึ้นครับ ตามทฤษฎีกระตุ้นไปที่คนรายได้น้อยจะส่งผลกับการบริโภคภาคเอกชนมากกว่าครับ เพราะคนรายได้น้อยจะมีสัดส่วนการบริโภคต่อรายได้มากกว่าคนรายได้สูง

 

          1.1นโยบายสินค้าเกษตร

          แม้สัดส่วนใน GDP จะไม่สูงแต่ถ้าดูกำลังแรงงานส่วนใหญ่ของไทยยังอยู่ภาคสินค้าเกษตร และสินค้าเกษตรเป็นสินค้ายุทธ์ภัทฑ์ต้องสะสมไว้เผื่อมีภัยอะไร ส่วนใหญ่นโยบายกลุ่มนี้จะ อยู่สองส่วนคือ รายได้ และรายจ่าย นโยบายด้านรายได้ เช่นประกันราคา จำนำสินค้าเกษตร การเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร นโยบายด้านต้นทุนเช่น การจัดหาเมล็ดพันธ์ แหล่งน้ำ

          เมื่อเกษตรกรรายได้ดี เงินก็จะหมุนไปที่การบริโภค ส่วนใหญ่ตลาดจะมอง กลุ่มที่เกี่ยวกับการบริโภคเป็นหลักเช่นการค้าปลีก   

          1.2นโยบายการกระตุ้นการบริโภค

          รัฐสามารถกระตุ้นได้หลายทาง เช่น การเพิ่มรายได้ขั้นต่ำ การส่งเสริมให้ประชาชนหารายได้เพิ่มเช่นสินค้าประจำชุมชน การจูงใจทางด้านภาษี เช่นการคืนภาษี การลด VAT หรือการช่วยลดรายจ่ายผ่านสวัสดิการต่างๆเช่น การลดค่าน้ำ ค่าไฟ เชื้อเพลิง สาธารณูปโภค ค่าเดินทาง  ฯลฯ หรือจะแจกเงินโดยตรงๆก็ไม่ว่ากัน

          แต่โดยรวม เมื่อประชาชนรายได้ดีขึ้น ตลาดหุ้นก็จะไปมองกลุ่มที่เกี่ยวกับการบริโภคเช่น ค้าปลีก มีเงินก็นำไปซื้อบ้าน วัสดุก่อสร้างก็มา ธุรกิจบริการต่างๆ ก็มา สินค้าฟุ่มเฟือยก็เริ่มขายได้

 

          1.3การกระตุ้นแบบเป็นสินค้า

          อันนี้ต้องดูเป็นรายนโยบายไป เช่นการส่งเสริมการซื้อรถด้วยนโยบายการคืนภาษี ส่งเสริมซื้อบ้านด้วยการให้เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ นโยบายลักษณะนี้ตลาดจะไปเล่นกันในกลุ่มนั้นเป็นช่วงๆ เหมือนพลุแล้วก็หายไป

 

2.นโยบายด้านการลงทุน

          การลงทุนจะมีสองส่วนคือการลงทุนภาครัฐและการลงทุนภาคเอกชน รัฐสามารถออกนโยบายสนับสนุนได้ด้วยหลายมาตรการ

 

          2.1นโยบายการลงทุนภาครัฐ

          ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในด้านโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ทั้งถนน รถไฟฟ้า ปะปา โทรศัพท์ internet ฯลฯ เมื่อมีนโยบายมากลุ่มแรกที่มาคือกลุ่มรับเหมา กลุ่มที่ตามมาคือวัสดุก่อสร้าง เช่นเหล็ก ปูน ส่วนใหญ่จะเล่นกันสนุกสนานวันประมูล ใครประมูลได้ก็ตัวใครตัวมัน สำหรับกลุ่ม ICT ก็วิ่งตามนโยบายเช่นกัน เวลาประมูลอะไรใหญ่ๆทีก็จะวิ่งกันทั้งกลุ่ม  หลังจากประมูลแล้วก็ต้องมีผู้เข้าประมูล ส่วนใหญ่ตลาดจะชอบเล่นตามข่าว ว่าใครจะเข้าประมูลบ้าง ราคาหุ้นจะขึ้นเก็งกันว่าใครจะชนะ  ซึ่งหลังจากชนะประมูลแล้ว ความยากคือต้องเดากันว่าจะคุ้มทุนเมื่อไร เพราะส่วนใหญ่ช่วงที่เปิดแรกๆมักจะขาดทุน กว่าจำนวนลูกค้าจะคุ้มทุนก็หลายปี จากที่ผ่านมาคนได้สัมปทานก็ไม่ได้กำไรทุกโครงการ กำไรก็มีขาดทุนก็มี

          แต่ในบางครั้งนโยบายก็ออกมาในเชิงเป็นโทษได้เช่นกัน เช่นนโยบายควบคุมต่างๆ ตัวอย่างในปีที่แล้วเช่นการมีข่าวควบคุมอัตราดอกเบี้ยให้กู้ยืมแก่รายย่อย ช่วงนั้นตลาดก็กังวลกลุ่มสินเชื่อลงไปพอสมควร

 

          2.2 การลงทุนภาคเอกชน

          เครื่องมือในการสนับสนุนการลงทุนส่วนใหญ่เป็นการให้สิทธ์พิเศษทางภาษีต่างๆ เช่น BOI ลดภาษีให้ภาคเอกชนที่มาลงทุนในอุตสาหกรรมที่ภาครัฐสนับสนุน นโยบายดังๆเช่น EEC ในปีที่ผ่านมา ส่งผลกระทบให้หุ้นกลุ่มนิคมตลาดคาดการณ์ว่ากำไรจะดีมาก เมื่อคนไปลงทุนเยอะ ตลาดก็จะมองไปที่สินค้าเกี่ยวเนื่อง เช่นอสังหาริมทรัพย์แถวนั้นน่าจะดี ความยากคือนักลงทุนต้องตามดีๆ ครับว่านโยบายจะเป็นอย่างไร

 

3.การใช้จ่ายภาครัฐ

          เงินส่วนนี้รัฐอัดงบไปเท่าไรก็จะกระทบ GDP โดยตรงเพราะรายจ่ายของรัฐก็คือรายได้ของคนอื่นนั่นเอง การกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยนโยบายการคลัง จะทำผ่านการลดภาษี ถ้าอยากให้ชะลอลงหน่อยที่ตรงไหนก็ปรับเพิ่มภาษีตรงนั้นได้ แต่เมื่อเก็บเยอะไปก็ไปกดเศรษฐกิจ ถ้าเราลดภาษีเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ก็ต้องลุ้นว่าเศรษฐกิจจะโตมากกว่าเงินที่รัฐยอมเสียไปและสุดท้ายรัฐอาจเก็บภาษีได้มากกว่าเดิมก็เป็นได้ ตรงนี้ก็ยังถกกันทั้งวันก็ไม่จบครับ

          แต่นโยบายการคลังต้องมองคู่กับภาระหนี้ภาครัฐด้วย ถ้าหนี้ต่อ GDP สูงเกินไปรัฐก็จะอยู่ลำบาก โดยส่วนใหญ่ก็จะดูเรื่องของดอกเบี้ยระยะยาวประกอบถ้าดอกเบี้ยอยู่ระดับต่ำ รัฐก็กู้ได้เยอะ

 

4.การนำเข้าส่งออก

          ประเทศไทยเป็นประเทศที่พึ่งพารายได้จากการส่งออกเป้นหลัก แต่ส่วนใหญ่จะขึ้นกับปัจจัยที่คุมไม่ค่อยได้เป็นส่วนใหญ่เช่น อัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งเปลี่ยนไปตามการเติบโต และเงินเฟ้อของแต่ละประเทศ รัฐไม่สามารถแทรกแซงได้ ส่วนใหญ่แค่จัดการไม่ให้แข็งค่าหรืออ่อนค่าเร็วไปเท่านั้น ในตลาดหุ้นก็จะเล่นเก็งกันตามค่าเงิน ช่วงใหนค่าเงินอ่อน ก็จะไปเก็งหุ้นกลุ่มส่งออกกัน เงินแข็งก็ไม่เชียร์กลุ่มส่งออก ในส่วนภาคการท่องเที่ยวก็เป็นการส่งออกบริการประเภทหนึ่ง ซึ่งไทยก็มีนักท่องเที่ยวมากหน้าหลากตาเข้ามาเรือยๆ แต่สิ่งที่ต้องระวังคือถ้าเศรษฐกิจของประเทศนั้นๆเริ่มชะลอตัว ก็จะกระทบการเข้ามาของนักท่องเที่ยวได้ ส่วนใหญ่ตลาดก็จะมองไปที่หุ้นกลุ่มสนามบิน โรงแรม เป็นต้น

 

          จะเห็นว่านโยบายของรัฐสามารถกระทบได้ทุกภาคส่วนของธุรกิจ ถ้าเรารู้ความสัมพันธ์เบื้องต้นก่อน จะทำให้เราสามารถวิเคราะห์นโยบายของแต่ละพรรคและเชื่อมโยงกับกลุ่มหุ้นที่จะได้ประโยชน์ได้ครับ

 

 

หลักสูตรการสอนที่ efinSchool
โดย อ. ภัทรธร ช่อวิชิต

        แกะงบหุ้นร้อนรายไตรมาสแบบเซียนขั้นเทพ
        ค้นฟ้าออมหุ้น DCA ด้วยงบการเงิน
        แกะงบเจาะหุ้นร้อนด้วยฟังก์ชั่นอัจฉริยะ
        ประเมินมูลค่าหุ้น มองเป้าเป็นเห็นกำไร
        Hybrid Trading System
       หลักสูตรทั้งหมด