พัฒนากลไกสมองกับการเทรด
บทความ โดย อ. จิณณะ สินส่ง

 

          การทำงานของสมอง หรือกลไกสมองนั้น ประกอบไปด้วย สมองชั้นนอก สมองชั้นกลาง และสมองชั้นใน โดยสมองชั้นใน นั้นคือส่วนที่เป็นสัญชาตญาณ หรือส่วนของความจำที่ยากแก่การลบ ทุกความทรงจำในอดีต ที่ฝังใจ จะเก็บอยู่ที่ส่วนนี้ การกระทำของเราหลายอย่าง เราทำออกมาโดยไม่รู้ตัว ก็มาจากสมองส่วนนี้ โดยสมองชั้นใน จะทำงานตลอดเวลา ไม่มีหยุดพัก เราไม่สามารถพัฒนามันได้ แต่เราเลือกที่จะเข้าใจมัน และเลือกที่จะฝืนการทำงานของมัน(ในบางเรื่อง) ด้วยสมองสมองชั้นที่มีเหตุผลได้ โดยสมองชั้นในนี้เป็นสมองส่วนเยอะที่สุดในบรรดาสมองทุกชั้น คิดเป็น 90% ของสมองทั้งหมด

          ดังนั้นเวลาที่เราเทรด แล้วเกิดอาการฝังใจบางอย่าง เช่นเราเคยเทรด DW แล้วศึกษามาไม่ดี อาจไม่รู้ว่า Product นี้หมดอายุได้ จนเคยเสียหายมากมาย กับ Product นี้ อาการนี้อาจฝังใจในสมองชั้นใน และเมื่อเราเจอ Product นี้อีกครั้ง เราอาจตอบสนองด้วยการ ขยาด มองผ่าน หรือไม่สนใจมันอีก โดยไม่ต้องมีเหตุผลใดๆมารองรับ

          สมองชั้นกลาง คือส่วนที่เป็นอารมณ์ คิดเป็น 9% ของสมองทั้งหมด ทุกอารมณ์ของเรา ไม่ว่าจะเป็น รัก โลภ โกรธ หลง เกลียด กลัว กล้า ชอบ ไม่ชอบ ฯลฯ ล้วนแล้วแต่มาจากสมองส่วนนี้ “มนุษย์”ยังมีกิเลส ดังนั้นสมองชั้นกลาง จึงเป็นแรงกระตุ้นชั้นดี ที่จะทำให้พฤติกรรมของเราแสดงออกมาด้วยอารมณ์ ดังนั้นขอให้เข้าใจทุกการเทรดของเรามักจะปนเปื้อนไปด้วยอารมณ์ และหากเราควบคุมสมองส่วนนี้ไม่ดี การปนเปื้อนนั้นๆจะฝังเป็นความทรงจำ ในสมองชั้นใน ต่อไป

          ข่าวดีก็คือ สมองส่วนกลาง นี้พัฒนาและควบคุมได้ ดังนั้นอย่าแปลกใจที่เรามักจะเคยได้ยินบ่อยๆว่า เวลาเทรดอย่าใช้อารมณ์ เพราะนั้นจะทำให้แผนการเทรดของเราไม่เป็นไปตามแผน เทรดเดอร์เก่งๆเข้าใจตรงนี้ และทุกไม้ที่เทรดออกไปนั้น เขาเข้าใจถึงความเสี่ยง และรับผลที่จะตามมาได้ ไม่ว่าจะถูกทาง หรือผิดทาง เทรดเดอร์เก่งๆจะมีแผนรองรับไว้หมดแล้ว ทำให้การเทรดอยู่เหนืออารมณ์ ในการพัฒนาส่วนอารมณ์นี้ ผมจะพูดอีกทีท้ายบท

          สมองชั้นนอก หรือสมองชั้นเหตุผลและตรรกะ ข่าวร้ายที่สุดก็คือ สมองชั้นนี้มันมีเพียงแค่ 1% เมื่อเทียบกับสมองทุกชั้น ดังนั้นอย่าแปลกใจที่ว่าหลายครั้งหลายครา เรามักทำอะไรด้วยสัญชาตญาณ ด้วยความรู้สึก หรือด้วยอารมณ์ เพราะสมอง 2 ส่วนนั้น รวมกันก็ปาเข้าไป 99% แล้ว 1% ของสมองชั้นนอกจะสู้ได้อย่างไร? จริงไหมครับ?

          อย่าเพิ่งเสียใจไป เพราะธรรมชาติไม่ได้ใจร้ายขนาดนั้น นั่นก็เพราะมันมีข่าวดีที่สุด ก็คือ สมองชั้นนอกนี้ สามารถพัฒนาได้อย่างเต็มสตรีม และเรามี “สมองส่วนหน้า” ซึ่งเรียกว่า “สติ” ในการดำรงความเป็นตัวตนของเรา

          พระพุทธเจ้า ทรงเข้าใจในเรื่องนี้ดี แต่การจะอธิบายเรื่องสมอง ให้สาวกเข้าใจนั้น เป็นเรื่องที่ไม่ได้ทำกันได้ง่ายๆ กับระดับความรู้ของคนสมัยพุทธกาล ดังนั้นพระพุทธองค์ จึงทรงวางรากฐานการ “เจริญสติ” ซึ่งก็คือระลึกรู้ ในการทำกิจส่วนตัว เช่น อาบน้ำ แปรงฟัน รับประทานอาหาร หรือพบปะพูดจา เพราะการมีสติ คือการทำให้ “สมองส่วนหน้า” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสมองชั้นนอก ทำงานได้อย่างเต็มที่

          ดังนั้นแล้วในมุมเทรดเดอร์อย่างเราๆ การมีสติในการเทรด จะทำให้เราตัวเรานั้นไม่ไหลไปตามอารมณ์ และสัญชาตญาณ และนั้นจะทำให้เราทำทุกอย่างไปตามแผนการเทรดเอาละครับ มาถึงตรงนี้ เราคงเข้าใจการทำงาน หรือกลไกสมองแล้ว มาเข้าเนื้อหาการพัฒนากันครับ

          การพัฒนาสมอง เราจะเน้นไปที่การพัฒนาสมองชั้นนอก และสมองชั้นกลาง ส่วนสมองชั้นในนี่ลืมไปได้เลยครับ เราไม่สามารถพัฒนามันได้ แต่เราเลือกที่บรรจุความทรงจำที่ดี หรือเลือกที่จะฝืนไม่ปฎิบัติตามได้ในบางเรื่องได้ เมื่อสมองชั้นหรือสัญชาตญาณในสั่งให้ทำ

          การพัฒนาสมองชั้นนอก

  1. ฝึกเจริญสติ โดยง่ายสุดคือการนั่งสมาธิ แต่ถ้าคิดว่ายาก ให้ลองมีสติกับการกระทำทุกอย่างที่ทำในชีวิตประจำวัน เช่น อาบน้ำก็รู้ แปรงฟันก็รู้ รับประทานอาหารก็รู้ วางมือถือตรงนี้ก็รู้ การมีสติอย่างต่อเนื่อง จะกระตุ้นให้สมองส่วนหน้าทำงาน และเมื่อมันทำงานอย่างต่อเนื่อง มันจะมีวินัยในการรับรู้ด้วยตัวมันเอง
  2. สมองชั้นนอก ประกอบด้วย ซีกซ้าย ซีกขวา
           ซีกซ้าย คือ ตรรกะ ความมีเหตุมีผล การคำนวณ ตัวเลข ภาษา
           ซีกขวา  คือ ดนตรี ศิลปะ ภาษาบางภาษาที่มีลักษณะเป็นรูป

ฝึกสมองสองซีก ให้ทำงานอย่าง balance กัน ใครเก่งซีกซ้าย ให้ไปฝึกซีกขวา ใครเก่งซีกขวา ให้ไปฝึกซีกซ้าย จะช่วยทำให้สมองชั้นนอกทำงานได้ดีขึ้น

          การพัฒนาสมองชั้นกลาง

          4 อารมณ์ที่จะทำลายความเป็นเทรดเดอร์ คือ ดีใจเกินไป/ เสียใจเกินเหตุ/ กล้าแบบเข้าออกมั่ว/ และกลัวจนมือแข็ง

  1. ดีใจเกินไป คือ สภาวะที่เทรดเดอร์ เทรดแล้วดีใจสุดแรง อาจเป็นเพราะไม่เคยเทรดได้มาก่อน เทรดเดอร์ที่เก่งรู้ดีกว่า การเทรดนั้นมีผลลัพธ์ออกมาได้ทุกรูปแบบ จึงไม่มีเหตุอะไรให้ต้องดีใจเกินไป เพราะไม้นี้เล่นได้ ไม้หน้าก็อาจจะเสีย การดีใจนั้นมีได้ มีแล้วรู้ว่ามี มีแล้วก็รีบดับมันไป แต่ถ้ามากไป อาจจะทำให้เกิดการคึกคะนอง และจะทำให้ไม้หน้ามีความมั่นใจเกินไป
  2. เสียใจเกินเหตุ รายย่อยบ้านเรา มักเจอสภาวะนี้ เพราะโดยรวมแล้ว รายย่อยส่วนน้อยเท่านั้นที่สามารถเอาชนะทั้งกองทุน ทั้งต่างชาติ และ prop trade ดังนั้นสภาวะนี้ เมื่อเป็นบ่อยๆ แสดงว่า เกณฑ์ซื้อเกณฑ์ขายของเรา อาจไม่เหมาะ เราจำเป็นต้องพัฒนาและหาความรู้ และขอให้เทรดเดอร์ทุกคน รับทราบไว้ เมื่อเข้าสู่ภาวะ เสียใจเกินเหตุ ให้มีสติในการดึงออกจากตรงนั้นให้ไว เพราะนี่คือส่วนที่จะฝังลงไปใน “สมองชั้นใน” โดยง่าย และอาจทำให้บางคน เป็นโรคซึมเศร้า
  3. กล้าแบบเข้าออกมั่ว สภาวะอารมณ์บางอย่าง ที่เข้ามากระตุ้นเรา จนเราไม่ทำตามแผน หรือเราเป็นคนไม่มีแผนอยู่แล้ว นั่นง่ายต่อการชักจูงด้วยสภาวะอารมณ์นี้ ตลาดรู้ดีว่า มนุษย์มีกิเลส ดังนั้นตลาดกระตุ้นอารมณ์นักลงทุนด้วย การขึ้นลงแรงๆ และนั่นจะทำให้เราเข้าสู่สภาวะตรงนี้ ทั้งที่มันยังไม่เข้าเกณฑ์ซื้อขายของเราด้วยซ้ำ แต่เราก็เลือกที่จะ Action เพราะอารมณ์ของเราถูกกระตุ้นเป็นที่เรียบร้อย
  4. กลัวจนมือแข็ง สภาวะของการถูกแช่แข็งจนไม่กล้าขยับอะไร เกณฑ์ซื้อมาก็กลัว ไม่กล้าซื้อ เกณฑ์ขายมาก็กลัว ไม่กล้าขาย ทั้งหลายเหล่านี้ คือภาวะที่เทรดเดอร์ต้องเผชิญกับหน้างาน ความกลัวนี้ เกิดจากความผิดพลาดในอดีต อาจจะผิดติดๆกัน จนไม่กล้าขยับอะไร

โดยทั้ง 4 อารมณ์นี้ เทรดเดอร์เก่งๆ จะคุมมันด้วย Money Management แต่กาลเวลาเปลี่ยนไป เทคโนโลยีก้าวเข้ามา เพื่อให้หลุดพ้นจากภาวะนี้โดยสิ้นเชิง เทรดเดอร์บางคนอาจจะหนีไปใช้ Robot หรือ Auto Trade เลยก็เป็นได้

 

         เรียนกับอ.จิม มีคอร์สใหม่แนะนำคือ คอร์ส Workshop แกะรอยคลื่น Elliott wave ซึ่งเป็นคลาสที่มีเกณฑ์ซื้อขายทรงพลังของ Elliott wave สามารถกินคำใหญ่ในคลื่น 1,3,5 พิสูจน์จากศิษย์ ที่มีผลลัพธ์ที่ดีในการนำระบบไปใช้งาน สนใจสมัครได้ที่  http://efinschool.efinancethai.com/index.php/courses/learn-speculators/elliott-wave


 

หลักสูตรการสอนที่ efinSchool
โดย อ.จิณณะ สินส่ง
          Workshop แกะรอยคลื่น Elliott wave 
          Hybrid Trading System
          Swing Trading
         หลักสูตรทั้งหมด