สูตรลับ Indicator ตอนจบ  “รู้ให้เยอะ ใช้ให้น้อย” บทความโดย อ.สันทัด วัฒนายน 


สูตรลับ Indicator (ตอนจบ) “รู้ให้เยอะ ใช้ให้น้อย”

จากบทความ “สูตรลับ Indicator (ตอนที่ 1)ผมได้แบ่ง Indicator ออกเป็น 3 ประเภทง่ายๆ ดังนี้

  • Indicator ที่ใช้วิเคราะห์ Index & Sector: ใช้เตือนภาพรวมตลาดว่าตอนที่เราจะเข้าเก็งกำไรนั้น
                                                      เรามีโอกาสถูกมากกว่าผิด หรือ ผิดมากกว่าถูก
  • Indicator ที่ใช้เป็นเกณฑ์การเลือกตัวหุ้นเข้าเก็งกำไร ใช้เตือนว่าเราเลือกตัวหุ้นได้ถูกต้องไหม
  • Indicator ที่ใช้จับจังหวะในการซื้อ/ขาย ใช้เตือนว่าเราควรซื้อ ถือ ขายหรือรอโอกาสเก็งกำไร

บทความ “สูตรลับ Indicator (ตอนที่ 2)”พูดถึง Indicator กลุ่มที่1 ที่ใช้วิเคราะห์ Index & Sector
        Indicator ที่ใช้วิเคราะห์ Index & Sector เพื่อเพิ่มโอกาสในการลงทุนโดยอาศัยภาพรวมตลาด
        คือ ADLINEB หรือ Advance Decline Line Breadth
บทความ “สูตรลับ Indicator (ตอนที่ 3)” ผมได้พูดถึง Indicator กลุ่มที่ 2 ที่ใช้เป็นเกณฑ์การเลือก
ตัวหุ้นเข้าเก็งกำไร โดยใช้  “ปริมาณการซื้อขาย”  แบ่งออกเป็น 3 เกณฑ์ดังนี้

  • Indicator ที่ใช้ดู “มูลค่า และปริมาณการซื้อ/ขาย” ได้แก่ Value / Volume
  • Indicator ที่ใช้ดู “การสะสมหุ้น” ได้แก่ On Balance Volume / NVDR
  • Indicator ที่ใช้ดู “ความผิดปกติในการซื้อ/ขาย” ได้แก่ Volume Rate of Change

บทความ “สูตรลับ Indicator (ตอนที่ 4)”  ผมได้พูดถึง Indicator ที่ใช้จับจังหวะการซื้อ / ขาย

  • Indicator ที่ใช้จับจังหวะการซื้อ / ขาย "สายตามแนวโน้ม" ได้แก่ MAV / ADX / MACD
  • Indicator ที่ใช้จับจังหวะการซื้อ / ขาย "สายคาดการณ์จุดกลับตัว" ได้แก่ RSI / STO 

 

          ตอนนี้นักลงทุนได้เรียนรู้ Indicator ทั้งการวิเคราห์ภาพรวมตลาด Indicator  ที่ใช้ในการเลือกตัวหุ้น
และ Indicator  ที่ใช้จับจังหวะการซื้อ / ขาย โดยได้ยกตัวอย่าง Indicator มาประมาณ 10 ชนิด ถึงตอนนี้
นักลงทุนอาจจะเริ่มสับสนแล้วว่าเราจะเลือกใช้ Indicator ตัวไหนดี ในบทความ สูตรลับ Indicator ตอนจบนี้
ผมจะมาสรุปการเลือกใช้งาน Indicator  เพื่อเข้าเก็งกำไรกันครับ

1.วิเคราะห์ภาพรวมตลาด
   ไม่ว่าจะเก็งกำไรแบบไหน ผมมักจะเก็งกำไรจากความน่าจะเป็นของภาพรวมตลาดดังนั้น Indicator
แรกที่ใช้คือ ADLINEB เพื่อดูว่าเราจะเข้าเก็งกำไรในกลุ่มอุตสาหกรรม หรือ Sector  ไหนได้บ้าง
โดยจะเลือกเข้าเก็งกำไรในหุ้นกลุ่มที่มีค่า ADLINEB  มากกว่า 0.5 เพื่อเพิ่มโอกาสให้เราเลือกหุ้น
ได้ถูกมากกว่าผิดนั่นเอง

 

2.การเลือกหุ้นเพื่อเข้าเก็งกำไร โดยผมแบ่ง เป็น 2 ประเภท

  • 2.1 ลอกการบ้านต่างชาติ ด้วย Indicator NVDR โดยเลือกหุ้นที่เป็นแนวโน้มขาลง หรือ side way
         แต่ NDVR สะสมเพิ่มมากขึ้น จะไม่เลือกหุ้นที่ NDVR ขายออกเด็ดขาด

 

  • 2.2 Volume มาราคาไป ด้วย Indicator Volume และ On Balance Volume ซึ่งใช้กับหุ้น
         ที่มีสภาพคล่องไม่สม่ำเสมอ โดยเลือกหุ้นที่เป็นแนวขาลงแต่ On Balance Volume ไม่ลดลง
         และเมื่อหุ้นกลับตัวเป็นแนวโน้มขาขึ้นพร้อมกับมีปริมาณการซื้อขายที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
         2-3 วัน (Volume เข้า)

 

3.การจับจังหวะการซื้อ / ขาย อาศัยแนวคิด ซื้อช้า ขายเร็ว

     ดังนั้น Indicator ที่ใช้เป็นสัญญาณซื้อ คือ MACD   

   

     และ Indicator ที่ใช้เป็นเครื่องเตือนภัยในฝั่งขาย คือ Stochastic โดยดู Bearish Divergence นั่นเอง

 

          ทั้งหมดนี้เป็นตัวอย่างในการใช้ Indicator ตั้งแต่การวิเคราะห์ภาพรวมตลาด ไปจนถึง
การจับจังหวะการ ซื้อ / ขาย สิ่งที่ผมอยากเน้นคือ เราต้องแยกให้ออกนะครับว่า Indicator ไหน
ทำหน้าที่อะไร เราจะไม่เอามาปนกันเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นเราจะใช้ Indicator เป็นเพียงข้ออ้าง
ในการเข้าเก็งกำไรเท่านั้น และเราจะติดดอยอย่างมีภูมินั่นเองครับ อย่าลืมนะครับว่า “รู้ให้เยอะ ใช้ให้น้อย”

         บทความสูตรลับ Indicator ตั้งแต่ตอนแรกจนถึงตอนสุดท้ายนี้ คงสะท้อนให้นักลงทุน
เห็นความสำคัญกับการใช้ Indicator ให้ถูกทาง ใช้เหมาะกับโอกาส และที่สำคัญเลย
เราไม่สามารถใช้ Indicator เพียง1ตัว ตัดสินใจเลือกหุ้นทุกๆตัวในตลาดได้ อยากรู้จัก Indicator
ให้มากกว่านี้ รู้ให้ถึงแก่นใช้ให้เหมาะสม มาเรียนกับผมสิครับ ที่นี่ ถอดรหัส Indicator