เมื่อเงินทุนสถาบันมีอิทธิพลมากกว่าต่างชาติ
บทความโดย อ.วชิรเมษฐ์ ธเนศสถิตพงศ์

 

                         

อดีตตลาดหุ้นไทยจะสามารถปรับตัวเพิ่มขึ้นได้ต่อเนื่องยาวนาน จะอาศัยเงินทุนจากต่างชาติเป็นคนซื้อสุทธิในตลาดหุ้นไทยแบบต่อเนื่องเป็นหลัก จนกระทั่งปี 2013 ต่างชาติถือหุ้นในสัดส่วนสูงสุดถึง 60%

           ขณะที่ปัจจุบันต่างชาติถือหุ้นในประเทศไทยเหลือเพียง 24% และสถาบันภายในประเทศก็เป็นคนที่เข้ามาซื้อหุ้นสุทธิต่อเนื่องจากต่างชาติตลอด 4 ปีที่ผ่านมา ในช่วงแรกๆที่ต่างชาติขาย สถาบันซื้อหุ้นก็ยังปรับตัวลดลงเพราะ สัดส่วนหุ้นที่ต่างชาติถือไว้ค่อนข้างมาก

           แต่ปัจจุบันสถานการณ์เริ่มกลับกันครับ ต่างชาติขายหุ้นแบบต่อเนื่องมาตลอดในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา set index กลับปรับตัวเพิ่มขึ้นตามกระแสเงินทุนของสถาบันภายในประเทศแทน

           จากรูปเครื่องมือ template set flow ในโปรแกรม efin stock pickup เราจะเห็นพฤติกรรม การซื้อสุทธิในตลาดหุ้นของสถาบันคือ กราฟเส้นสีม่วงด้านขวาบนของ template ว่าเส้นยอดซื้อขายสะสมปรับตัวเพิ่มขึ้นแสดงว่า สถาบันซื้อสุทธิต่อเนื่อง ในขณะที่ต่างชาติกราฟซ้ายบน เส้นซือขายสะสมสีเขียว วิ่งลง หมายความว่าเค้าขายสุทธิต่อเนื่อง

           ในขณะที่รูปของ set index ปรับตัวเพิ่มขึ้นดังนี้

          ซึ่งสิ่งที่ผมอยากจะแสดงความคิดเห็นให้นักลงทุนเริ่มเปลี่ยนแนวทางการวิเคราะห์ Set index กลับมาให้น้ำหนักในการขายหุ้นของสถาบันภายในประเทศ มากกว่า นักลงทุนต่างชาติ แทนครับ แต่การวิเคราะห์หุ้นรายตัวโดยเฉพาะในหุ้นขนาดใหญ่ในกลุ่ม Set 50 เรายังสามารถใช้ NVDR ซึ่งเป็นการดูการถือครองหุ้นของกองทุน NVDR หรือตัวแทนต่างชาติได้อยู่เหมือนเดิมครับ

          ผมจะนำเสนอข้อมูลจากเครื่องมือดูการซื้อและขายสะสมของ NVDR ในรอบ 1 ปีที่ผ่านมาให้ดูนะครับ

          สิ่งที่เราพบคือ กองทุน NVDR ยังคงสะสมหุ้นตัวใหญ่ๆที่พื้นฐานดีหลายตัวเหมือนเดิม และ หุ้นเหล่านี้ก็มีทิศทางราคาที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นเช่นกัน เพียงแต่ การสะสมของ NVDR จะไม่กระจายตัวเหมือนในอดีต ซึ่งตีความได้ 2 อย่าง คือ หุ้นไทยมีหุ้นที่คุณภาพเหมาะสมในการลงทุนระยะยาวน้อยลง หรือ ต่างชาติเปลี่ยนวิธีการลงทุนเป็นการโฟกัสมากขึ้นนั้นเองครับ

          สิ่งที่เราพบสำหรับพฤติกรรมการลงทุนของสถาบันภายในประเทศส่วนใหญ่จะเน้นการลงทุนระยะยาวหรือซื้อสะสมมากกว่าขาย อาจจะเนื่องด้วยนโยบายการลงทุนก็ด้วย  ส่งผลให้ตลาดหุ้นไทยต่อจากนี้ในความคิดเห็นส่วนตัวของผม จะเป็นตลาดที่ราคาหุ้นสะท้อนราคาพื้นฐานมากขึ้นกว่าเดิม มองเป็นเรื่องดีสำหรับบางคน

          แต่ในมุมของการลงทุนด้วยตนเองจะเป็นสิ่งที่ยากขึ้นครับ เพราะ ราคาหุ้นจะอยู่ในสภาวะไม่สมเหตุสมผลน้อยลง หรือ เกิดโอกาสให้ผลตอบแทนคุ้มความเสี่ยงไม่บ่อยนักครับ สิ่งที่นักลงทุนต้องเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา คือ สภาวะธรรมชาติของการลงทุนจะค่อยๆเปลี่ยนไปจนแนวคิดเดิมๆใช้ไม่ได้นั้นจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ เราแค่หาวิธีอยู่ร่วมกับธรรมชาติ โดยไม่ฝืนธรรมชาติครับ