Learning History 
บทความโดย อ.วชิรเมษฐ์ ธเนศสถิตพงศ์

ฟังก์ชั่น Learning History เปิดตัวครั้งแรก และมีให้บริการแล้ววันนี้ ที่บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า(ประเทศไทย) จำกัด หลังจากนี้จะมีหลักทรัพย์ใดใช้ได้บ้าง นักลงทุนสามารถติดตามข่าวสารได้ในเว็บไซต์ เนื้อหาในบทความนี้ประกอบไปด้วย
          1.Learning History คืออะไร
          2.Learning History มีความสำคัญต่อการลงทุนให้ประสบความสำเร็จในระยะยาวอย่างไร
          3.ใช้งานฟังก์ชั่น Learning History นี้อย่างไร


Learning History คืออะไร
          สิ่งแรกที่นักลงทุนจำเป็นต้องมีคือทัศนคติที่ส่งผลต่อความรู้สึก รวมกับความรู้ที่ใช้ประกอบการตัดสินใจลงทุน เพื่อสร้างกระบวนการขั้นตอนที่ชัดเจน และควบคุมวินัยเพื่อให้กระบวนการดังกล่าวบรรลุผล
กระบวนการลงทุนประกอบด้วย 5 ขั้นตอน
          1. การวางแผนเพื่อป้องกันความเสี่ยงล่วงหน้า
          2. การเลือกหุ้นให้ถูกตัว
          3. การซื้อในราคาเหมาะสม
          4. การถือหุ้นในช่วงเวลาที่เหมาะสม
          5. การขายในราคาเหมาะสม
          เมื่อทำครบกระบวนการ ระบบของ Learning History จะบันทึกผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น ส่วนสำคัญคือเราต้องนำผลลัพธ์นั้น มาศึกษาหาสาเหตุของความผิดพลาด จากกระบวนการทั้ง 5 ขั้นตอนที่ทำไปแล้ว เราผิดพลาดจากขั้นตอนใด เพื่อที่เราจะได้ทำการ Reprocess ไปแก้ไขได้ตรงจุด โดยที่นักลงทุนไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนกระบวนการทั้งหมดทุกขั้นตอน

          เบื้องต้นเราจำเป็นต้องตรวจสอบความผิดพลาดที่ทำให้เราขาดทุนมากกว่ากำไรนั้น เกิดจากสาเหตุของตัวเราที่ไม่สามารถควบคุมวินัยและอารมณ์ หรือเกิดจากกระบวนการที่เราสร้างไว้มีจุดบกพร่อง ระบบของ Learning History จะทำหน้าที่ในการบันทึกและประเมินผลเฉพาะความผิดพลาดที่เกิดขึ้นจากกระบวนการทั้ง 5 ขั้นตอนเท่านั้น เพื่อให้เราสามารถศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมเพื่อพัฒนากระบวนการซื้อขายให้เหมาะสมอยู่ตลอดเวลา ทั้งนี้สามารถเพิ่มเติมความรู้ในส่วนที่ผิดพลาดโดยการเลือกรับชมในคลิปวิดีโอก่อนหน้าตามหัวข้อได้ทันที ความรู้เมื่อรวมกับประสบการณ์ก่อให้เกิดความเข้าใจในความรู้นั้นๆมากยิ่งขึ้น
          ดังนั้น Learning History คือระบบที่ช่วยให้เราสามารถพัฒนารูปแบบการซื้อขาย ผ่านการบันทึกข้อมูลและนำไปวิเคราะห์เพื่อหาจุดบกพร่องในProcessการซื้อขายของตัวคุณเองได้อย่างตรงจุด ทำให้คุณประสบณ์ความสำเร็จในการลงทุนได้อย่างยั่งยืน

ความสำคัญของ Learning History
          ธรรมชาติของตลาดหุ้นเป็น Zero Sum Game เมื่อมีคนหนึ่งได้รับผลตอบแทนย่อมมีคนหนึ่งเสียผลตอบแทน เมื่อนำผลรวมของคนที่ได้และคนที่เสียมารวมกันเท่ากับศูนย์ ปัญหาของภาวะนี้คือทุกคนรู้ คิดและลงมือทำเหมือนกันไม่ได้ มันจะทำให้เราไม่ให้ผลกำไร
          ตัวอย่าง การเก็งกำไรจากการเปลี่ยนแปลงของราคาที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ภาวะนั้นจะอยู่แค่ชั่วคราวหลังจากนั้นราคาจะเริ่มแย่ ใครขายออกไม่ทันก็จะขาดทุน “ลุกช้าจ่ายรอบวง” ดังนั้นความรู้ด้านการเก็งกำไร ถ้าถูกรู้ว่าจุดซื้อ-จุดขายอยู่ตรงไหน เหมือนกันหลายๆคน คนก็จะเข้าออกพร้อมกัน ทำให้ไม่สามารถทำกำไรจากวิธีนั้นๆได้อีก หรือการที่เราใช้วิธีเดิมๆที่ได้กำไรมาอย่างยาวนาน ก็ไม่ได้การันตรีว่าเราจะได้กำไรไปตลอด เมื่อตลาดตามทัน มีคนรู้และใช้เป็นจำนวนมาก เราก็จะไม่ค่อยได้กำไร
          ดังนั้นเราจึงจำเป็นต้องรู้ว่าปัจจุบันต้องปรับเปลี่ยนเทคนิคหรือยัง และต้องเปลี่ยนจุดไหนของกระบวนการ เพื่อให้สามารถอยู่รอดและพัฒนากระบวนการซื้อขายให้มีประสิทธิภาพ ใครสามารถ Reprocess ได้เร็วก็จะได้เปรียบ Learning History จะทำการวิเคราะห์หาจุดบกพร่องของกระบวนการที่เราได้ลงมือทำไปแล้ว และรายงานข้อบกพร่อง พร้อมนำเสนอความรู้ เพื่อเติมเต็มให้นักลงทุนสามารถพัฒนาศักยภาพของตนเองให้ก้าวหน้าขึ้นไปเรื่อยๆ

 

 
วิธีการใช้งาน Learning History
          ปัจจุบันมีให้บริการแล้วที่บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า(ประเทศไทย) จำกัด แบ่งการแสดงผลออกเป็น 4 ส่วน

ส่วนที่ 1  ช่วงเวลาการเก็บข้อมูล 
Start date to End Date คือวันเริ่มต้นและสิ้นสุดที่จะใช้ดูข้อมูล สามารถเก็บข้อมูลได้สูงสุด 1-3 ปี

 


ส่วนที่ 2  ผลลัพธ์รวมของการลงทุน
Start date to End Date  คือ การกำหนดวันเริ่มต้นและสิ้นสุดที่จะใช้ดูข้อมูล
%win                         คือ จำนวนครั้งที่ได้กำไรคิดเป็นเปอร์เซ็นต์
%Lost                        คือ จำนวนครั้งที่ขาดทุนคิดเป็นเปอร์เซ็นต์
Avg Profit                   คือ กำไรเฉลี่ยของทุกรอบที่ชนะ
Avg Loser                   คือ ขาดทุนเฉลี่ยของทุกรอบที่แพ้
Avg Hold                    คือ จำนวนวันที่ถือครองหุ้นเฉลี่ย
Loss Continue             คือ จำนวนครั้งที่ขาดทุนต่อเนื่องกัน โดยจะเรียงตาม Start Date
P/L Ratio                    คือ สัดส่วนของการทำกำไรเฉลี่ยต่อครั้งเป็นสัดส่วนเท่าไหร่ของการขาดทุน
Acc %P/L                   คือ ยอดรวมของ %P/L ทั้งหมด
Expectancy per risk     คือ ค่ากำไรคาดหวังต่อความเสี่ยง ซึ่งหากค่ามากกว่า 0 แสดงว่าวิธีการลงทุนดี

 

ส่วนที่ 3 ผลลัพธ์กระบวนการลงทุนแต่ละขั้นตอน

ขั้นตอนที่ 1 Money Management : การแบ่งเงินลงทุนในหุ้นแต่ละตัว
           คือ แผนการจัดการความเสี่ยงล่วงหน้าเป็นอย่างไร สีเขียว=ดี สีแดง=ไม่ดี สีเหลือง=ไม่สามารถสรุปได้ 
ตัวอย่าง ถ้าขั้นตอนที่ 1 แสดงผลสีแดง หมายความว่า การแบ่งเงินลงทุนในหุ้นแต่ละตัวทำได้ไม่ดี
เวลาเสียหายเสียหายหนัก เวลาได้กำไรได้กำไรน้อย (Avg Loser > Avg Profit) ผลการลงทุนเป็นขาดทุน 

ขั้นตอนที่ 2 Buy Right Price : ช่วงเวลาที่ถือครองหุ้น ราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้น/ลดลง
          คือ จังหวะการซื้อหุ้นของเราเป็นอย่างไร เมื่อซื้อหุ้นแล้วราคาหุ้นเหวี่ยงขึ้นลงมากกว่ากัน
สีเขียว คือราคาปรับตัวเพิ่มขึ้นมากกว่าลดลง (Chg+ > Chg-) ในขณะที่เราซื้อและถือหุ้นอยู่
สีแดง  คือราคาปรับตัวเพิ่มขึ้นน้อยกว่าลดลง (Chg+ < Chg-) ในขณะที่เราซื้อและถือหุ้นอยู่

ขั้นตอนที่ 3 Buy Right Time : พฤติกรรมราคาช่วงถือครองหุ้น ซื้อแล้วราคาขึ้น/ลง (ระยะเวลาถือ)
         คือ ระยะเวลาที่ราคาปรับตัวเพิ่มขึ้นหรือลดลงมากกว่ากันเป็นกี่เท่า ในช่วงที่ถือครองหุ้น
สีเขียว คือ ระยะเวลาที่ราคาปรับตัวเพิ่มขึ้นมากกว่าระยะเวลาที่ราคาปรับตัวลดลง (TimeChg+ > TimeChg-) ในขณะที่เราซื้อและถือหุ้นอยู่
สีแดง  คือ ระยะเวลาที่ราคาปรับตัวเพิ่มขึ้นน้อยกว่าระยะเวลาที่ราคาปรับตัวลดลง (TimeChg+ < TimeChg-) ในขณะที่เราซื้อและถือหุ้นอยู่

ขั้นตอนที่ 4 Sell Right Price : ช่วงเวลาที่ขายหุ้นไป 60 วัน ราคาหุ้นปรับตัวลดลง/เพิ่มขึ้น
           คือ จังหวะการขายหุ้นของเราเป็นอย่างไร เมื่อขายหุ้นแล้วหลังจากนั้น 60 วัน ราคาหุ้นเหวี่ยงขึ้นลงมากกว่ากัน
สีเขียว คือราคาปรับตัวเพิ่มขึ้นน้อยกว่าลดลง (Chg+ < Chg-) หลังจากที่ขายไปแล้ว 60 วัน
สีแดง  คือราคาปรับตัวเพิ่มขึ้นมากกว่ากว่าลดลง (Chg+ > Chg-) หลังจากที่ขายไปแล้ว 60 วัน

ขั้นตอนที่ 5 Sell Right Time :  พฤติกรรมราคาช่วงขายหุ้นไปแล้ว 60 วัน ราคาหุ้นปรับตัวลดลง/เพิ่มขึ้น
          คือ ระยะเวลาที่ราคาปรับตัวเพิ่มขึ้นหรือลดลงมากกว่ากันเป็นกี่เท่า หลังจากที่ขายไปแล้ว 60 วัน
สีเขียว คือ ระยะเวลาที่ราคาปรับตัวเพิ่มขึ้นน้อยกว่าระยะเวลาที่ราคาปรับตัวลดลง (TimeChg+ < TimeChg-) หลังจากที่ขายไปแล้ว 60 วัน
สีแดง  คือ ระยะเวลาที่ราคาปรับตัวเพิ่มขึ้นมากกว่าระยะเวลาที่ราคาปรับตัวลดลง (TimeChg+ > TimeChg-) หลังจากที่ขายไปแล้ว 60 วัน

ส่วนที่ 4 : หน้าการแสดงผล Data และ Statistic
หน้าจอ Data : แสดงข้อมูลสถิติหรือผลงานการซื้อขายในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมาในรอบระยะเวลาที่กำหนด
หน้าจอ Statistic : แสดงข้อมูลกราฟแบ่งเป็นสัดส่วนในช่วงที่ถือครองหุ้นและช่วงที่ขายหุ้น เพื่อดูว่าพฤติกรรมราคาหุ้นมีผลต่อการซื้อ/ขาย ของนักลงทุนหรือไม่ในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมาในรอบระยะเวลาที่กำหนด

          หากนักลงทุนพบว่ากระบวนซื้อขายหุ้นของนักลงทุนมีปัญหา จำเป็นต้องแก้ไขตามลำดับขั้นตอน จากขั้นตอนที่1 ถึง 5 เพื่อให้สามารถแก้ไขได้อย่างมีประสิทธิภาพ Learning History จะทำการวิเคราะห์หาจุดบกพร่อง ทำให้เราสามารถ Reprocess ได้อย่างเร็ว และพัฒนาศักยภาพการซื้อขายของตนเองให้ก้าวหน้าขึ้นไปเรื่อยๆ