ปัญหาโลกแตก...จะใช้เส้นค่าเฉลี่ยเท่าไหร่ดี ?

บทความโดย อ.ลริตา เติมประชุม

 

 

จุดกำเนิดของเส้นค่าเฉลี่ย

            นักลงทุนเชิงเทคนิคน่าจะเคยเห็นกราฟแท่งเทียนที่วิ่ง กระโดดไปมา เดี๋ยวก็ขึ้น เดี๋ยวก็ลง ลากบ้าง ไม่ลากบ้างจนเรามองไม่เห็นแนวโน้ม และวิเคราะห์หุ้นได้ยากยิ่งขึ้นเนื่องจากข้อมูลกระจัดกระจายไม่เรียงตัวดังรูป

 

รูปที่ 1

 

ตัวอย่างเช่นกราฟลักษณะดังนี้จะดูแนวโน้มการขึ้นลงได้ยาก

 

รูปที่ 2

 

รูปที่ 3

 

ผู้คิดค้นจึงแก้ไขปัญหา โดยการนำข้อมูลมารวมกันแล้วหาร ได้ค่าเท่าไหร่ก็จุดไว้ จากนั้นก็วาดเส้นเชื่อมโยงจุดต่อกันไปเรื่อยๆดังภาพ

รูปที่ 4

 

รูปที่ 5

 

       จากภาพจะเห็นได้ว่าจุดที่คำนวนได้คือจุดสีแดงภาพที่ 1 และเส้นชมพู ภาพที่ 2 แล้วถูกเชื่อมด้วยเส้นไปเรื่อยๆ จากที่เรามองภาพนี้ครั้งแรกเราจะมองไม่ค่อยออก แต่พอใส่เส้นค่าเฉลี่ยเข้าไปทำให้ดูง่ายขึ้นโดยจะยึดค่ากลางเป็นหลัก เพื่อหลีกเลี่ยงข้อมูลที่กระจายออกจากกลุ่มมากๆนั่นเอง

 

การใช้งานเส้นค่าเฉลี่ยเพื่อคาดการณ์แนวโน้มในอนาคต

          เมื่อเราทราบที่มาของเส้นค่าเฉลี่ยแล้ว ในขั้นต่อมาก็ได้มาการใช้ เส้นค่าเฉลี่ยเพื่อคาดการณ์แนวโน้มของราคาหุ้นเช่นหากราคายืนอยู่เหนื่อเส้นค่าเฉลี่ยได้ ราคาหุ้นกำลังจะเปลี่ยนเป็นแนวโน้มขาขึ้น และหากราคาหุ้นอยู่ต่ำกว่าเส้นค่าเฉลี่ยก็ถือว่ากำลังจะปรับตัวเป็นแนวโน้มขาลง ดังภาพ

 

รูปที่ 6

 

     และในปัจจุบันนักลงทุนจะใช้เส้นค่าเฉลี่ยที่มีค่าวันน้อยๆเป็นตัวแทนของแท่งเทียนเนื่องจากการใช้ เฉพาะแท่งเทียนจะมีการเหวี่ยงตัวทำให้หลุดเส้นค่าเฉลี่ยได้ง่ายกว่า เมื่อเทียบกับรูปเดียวกัน ดังรูป

 

รูปที่ 7

 

     จากรูปด้านบนจะเห็นได้ว่า การใช้เส้นค่าเฉลี่ยจะสามารถช่วยลด error ได้แต่ก็มีข้อเสียคือ สัญญาณจะช้ากว่า ด้วยความที่การเพิ่มเส้นค่าเฉลี่ย ก็ต้องรอข้อมูลมาเฉลี่ยก่อนถึงจะได้ ค่ามา 1 ค่า จึงไม่แปลกที่สัญญาณจะช้ากว่าเหมือนช้าแต่ชัวร์ที่นักลงทุนพยายาม นิยามไว้เช่นนั้น

 

ปัญหาของนักเทคนิคส่วนใหญ่ที่เจอเมื่อใช้เส้นค่าเฉลี่ย

ปัญหาของนักลงทุนส่วนใหญ่ที่จะเจอในการใช้กราฟเทคนิคคือ ไม่รู้ว่าจะใช้เส้นค่าเฉลี่ยเท่าไหร่ดีถึงจะแม่น และให้ผลกำไรเยอะๆ  เส้นค่าเฉลี่ย Moving Average เป็นหนึ่งในเครื่องมือทางเทคนิคค่อนข้างเป็นที่นิยมและใช้กันอย่างแพร่หลายในหมู่นักลงทุนเชิงเทคนิค ซึ่งสิ่งที่เราจะเห็นหลังจากเพิ่ม เส้นค่าเฉลี่ย ลงไปบนกราฟแล้วนั้นก็คือ เส้นที่เป็นค่าเฉลี่ยของราคาหุ้น ในช่วงเวลาที่ผ่านมาโดยเราสามารถกำหนดได้ เรามักจะเห็นค่านิยมใช้ตามๆกันมาคือ เส้นค่าเฉลี่ย 5 , 25 ,75 ,200 เป็นต้นแต่นักลงทุนต้องเข้าใจความหมายก่อนว่า หากใช้งาน

  • เส้นค่าเฉลี่ย 5 วัน คือการนำข้อมูล ราคา close มา + กัน 5 วันแล้ว ÷ 5 = ค่าเฉลี่ยในรอบ 5 วัน ระยะเวลาก็ (คำนวนแบบเส้นค่าเฉลี่ย SMAV)
    ประมาณ  1 สัปดาห์ หรือเรียกว่า ระยะสั้น
  • เส้นค่าเฉลี่ย 25 วัน ระยะเวลาอยู่ที่ประมาณ 1 เดือน
  • เส้นค่าเฉลี่ย 75 วัน ระยะกลาง
  • เส้นค่าเฉลี่ย 200 วัน ระยะยาว ส่วนมากใช้แนวระยะยาวเป็นเส้นที่มีไว้กำหนดแนวรับแนวต้านที่สำคัญ เพราะใช้ เป็นจุดซื้อขายแล้วจะค่อนข้างเสียโอกาสสำหรับคนที่ซื้อขายหุ้น บ่อยๆ อาจจะไม่ตอบโจทย์ แต่การใส่เส้นค่าเฉลี่ย แบบรวมๆ ดังกล่าวนิยมใช้ เนื่องจากใส่ทุกระยะดูทั้งแบบระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาวยาว

 

ดังนั้น การเลือกใช้งานเส้นค่าเฉลี่ยจึงขึ้นอยู่กับ 2 ปัจัยหลักๆคือ

 

  1. เราเป็นนักลงทุนระยะใด
  • หากเราเป็นนักลงทุนที่ซื้อ ขาย หุ้นบ่อยๆ อาจจะไม่เหมาะสมหากเราใช้เส้นค่าเฉลี่ยที่มีวันมากๆ เพราะการที่เราใช้วันมากๆนั้น ต้องรอนานกว่าจะถึงจุด ซื้อ ขาย ในแต่ละครั้ง
  • หากเราเป็นนักลงทุนระยะยาว ไม่ได้ซื้อ ขาย หุ้นบ่อยๆอาจจะไม่เหมาะสมหากเราจะใช้เส้นค่าเฉลี่ยระยะสั้น หรือวันน้อยๆ
  • หากเราเป็นนักลงทุนประเภทผสม อันนี้จะอันตรายหน่อยค่ะ เคสส่วนมากที่จะเจอคือ กะว่าจะถือหุ้นยาวๆแต่ ทนแรงเหวี่ยงไม่ได้ก็ขายออกก่อนเวลากำหนด เพราะฉะนั้นการลงทุนที่ดีควรแยก port เล่นสั้นกับเล่นยาวออกนะคะ

 

  1. อย่าลืมว่าหุ้นมีการเคลื่อนไหวไม่เหมือนกัน แต่เรามักใส่ค่าเดียวตัดสินหุ้นทุกตัว

นักลงทุนส่วนมากมักยึดค่าเดียว ใช้กับหุ้นทุกตัว ยกตัวอย่างเช่น ใช้ค่า 5 เส้นสีฟ้า ตัด  25 เส้นสีชมพู กับหุ้นทุกตัวทั้งๆที่หุ้นแต่ละตัวเคลื่อนไหวไม่เหมือนกัน

 

รูปที่ 8



หากใช้ค่า 5 ตัดกับ 25 กับหุ้น UREKA อาจจะเหมาะสมเนื่องจากพฤติกรรมของหุ้นคือขึ้นแรงจะทำให้เราสามารถเก็งกำไรได้

 

รูปที่ 9

 

     จากรูปที่ 9 นักลงทุนจะเห็นว่าเมื่อเรานำค่า 5 ตัด 25 มาใช้อาจจะได้ผลไม่เท่า เส้น 5 เส้นสีฟ้า ตัด 75 เส้นสีส้ม เมื่อสังเกตุหากเราใช้เส้น 5 ตัด 75 จะลด error ได้มากกว่า แต่หากนำค่า 5 ตัด 75 ไปใช้กับรูปที่ 8 จะทำให้เสียโอกาสการทำกำไรมากกว่า นักลงทุนสามารถตรวจสอบความแม่นยำของการใช้เส้นค่าเฉลี่ยที่ใช้ได้ด้วยฟังก์ชัน Simulate Analysis ดังนี้

 

การใส่เส้นค่าเฉลี่ยเพื่อทดสอบค่าความแม่นยำของหุ้น TTW

  1. เลือก add indicator
  2. Add indicator to new panel
  3. Simulate indicator
  4. เลือกทดสอบเส้นค่าเฉลี่ย SMAV ดังรูป (นักลงทุนจะได้เส้นค่าเริ่มต้นคือ 5 ตัด 10)

 

รูปที่ 10

                 


     ทำการปรับค่าให้ตรงว่าจะทดสอบเท่าไหร่ ตามตัวอย่างคือต้องการทดสอบค่า 5 ตัด 25

 

รูปที่ 11

 


ทำการทดสอบโดยการคลิกดังรูป

 

รูปที่ 12



ผลการทดสอบหุ้น TTW เส้น 5 ตัด 25 ค่าที่ได้คือ ชนะ 6 ครั้ง แพ้ 17 ครั้ง

 

 

ผลการทดสอบหุ้น TTW เส้น 5 ตัด 75 ค่าที่ได้คือ ชนะ 2 แพ้ 7 อัตราการชนะลดลง จาก 6 เป็น 2 ลดลง 4 ครั้ง แพ้ลดลดจาก 17 เป็น 7 ลดลง 10 ครั้ง เราจะเห็นว่าจากการทดสอบถึงแม้ว่าจะแพ้มากกว่าชนะอยู่ แต่อัตราการแพ้ลดลงมากกว่าถือว่าเป็นแนวทางที่ดี วิธีนี้นักลงทุนสามารถปรับหาค่าที่เหมาะสมไปเรื่อยๆสำหรับหุ้นตัวดังกล่าว

 

 

3. หลังจากทดสอบความแม่นยำได้แล้วความยากต่อมา คือ จะทดสอบเปลี่ยนค่าบ่อยๆกับหุ้นทุกตัว ก็คงไม่ไหว จากที่กล่าวไปข้างต้นว่า เส้นค่าเฉลี่ยรูปแบบเดียวไม่สามารถใช้ได้กับหุ้นทุกตัวแต่ก็คงจะไม่ไหวหากเราต้องเปลี่ยนค่ากับหุ้นทุกตัวไปเรื่อยๆ นักลงทุนต้องมานั่งเปลี่ยนตลอด คงไม่ไปยาวๆเลยค่ะ

      จากสถิติปัจจุบันเราจะเห็นว่านักลงทุนที่เล่นแบบกราฟเทคนิคล้วนๆ ก็มีปัญหา ยังไม่ประสบผลสำเร็จเช่นกัน แต่ทุกลงทุนที่ได้ผลสถิติดีสุด กลับกลายเป็นนักลงทุนที่ เล่น พื้นฐาน ผสมกับกราฟเทคนิค หรือเลือกหุ้นให้ถูกตัวจาก ปัจจัยพื้นฐานหรืองบการเงินก่อน แล้วค่อยจับจังหวะทางด้สนกราฟเทคนิคอีกครั้ง การลงทุนลักษณะแบบนี้จะปลอดภัยมากกว่า การเล่นแค่แพทเทิลทางด้านกราฟเทคนิคเพียงอย่างเดียว

 

       ดังนั้น  การหาค่าเส้นค่าเฉลี่ยเพียงอย่างเดียวอาจจะไม่ตอบโจทย์ ต้องเลือกหุ้นให้ดีก่อน ค่อยใช้ค่าเราทดสอบแล้วเสริมทัพกันอีกทาง จะได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า หากนักลงทุนได้หุ้นที่ถูกตัวแล้วก็ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนค่าของ เส้นค่าเฉลี่ยบ่อยๆนั้นเอง