วิเคราะห์หุ้น 1 นาที บทความโดย อ.ภัทรธร ช่อวิชิต  


วิเคราะห์หุ้น 1 นาที บทความโดย อ.ภัทรธร ช่อวิชิต  

          ปัญหาหนึ่งในการวิเคราะห์หุ้นด้วยปัจจัยพื้นฐานคือ ข้อมูลเยอะ เปิดงบการเงินมาไม่รู้จะดูอะไร
หรือเห็นอัตราส่วนทางการเงิน ก็ไม่รู้ว่าค่าที่เห็นดีหรือไม่ดีอย่างไร กว่าจะวิเคราะห์จบหุ้นก็วิ่งไปไกลแล้ว

          เครื่องมือ Fundamental Status เป็นการนำปัจจัยทางการเงินที่สำคัญให้คะแนน
โดยการจัดอันดับค่าอัตราส่วนเทียบกับหุ้นในอุตสาหกรรมเดียวกัน ช่วงให้นักลงทุนสามารถเห็นภาพรวม
ของพื้นฐานกิจการได้ง่ายและรวดเร็วขึ้น โดยเครื่องมือ Fundamental Status
ได้จัดแบ่งเป็น 4 กลุ่ม คือ
          1. กลุ่มดาบฟาดฟันวัดการเติบโต
          2. กลุ่มโล่วัดความแข็งแกร่งของการจัดการภายใน
          3. กลุ่มผลตอบแทนวัดทิศทางราคา มุมมองตลาดต่อหุ้นตัว
          4. กลุ่มการประเมินมูลค่าหุ้นด้วย PE และเงินปันผล
  

1. กลุ่มดาบฟาดฟัน
          การทำธุรกิจก็เหมือนการทำสงคราม ต้องมีการวางกลยุทธ์ เพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งทางการตลาด
เพื่อให้ขายสินค้าได้ และต้องมีการต้นทุนที่ดี เพื่อให้มีกำไรเข้ามาสู่บริษัท เพื่อนำไปลงทุนขยายกิจการ
และปันผลให้ผู้ถือหุ้น โดยตัวแปลทางการเงินกลุ่มดาบ

  • Revenue Growth
              การเติบโตของรายได้ รายได้ของบริษัทเป็นแหล่งที่มาของเงินที่สำคัญที่สุดของบริษัท
    ถ้าไม่มีรายได้เข้า บริษัทอาจต้อง ขายสินทรัพย์ กู้เงิน หรือรบกวนผู้ถือหุ้นเรียกเพิ่มทุน
    เพื่อนำเงินมาใช้จ่าย ดังนั้นบริษัทที่ดี ควรมีการเติบโตของรายได้ที่สม่ำเสมอ
              การเพิ่มขึ้นของรายได้ สามารถบอกอะไรเราได้หลายอย่าง เทคนิคที่ผมชอบใช้คือ
    ดูว่าใน
    กลุ่มอุตสาหกรรมเดียวกันหุ้นตัวไหนที่รายได้เติบโตสูที่สุด บริษัทที่รายได้เติบโตสูง
    มากกว่ากลุ่ม
    ผมจะตั้งสมมติฐานไว้ก่อนแล้วค่อยมาหาคำตอบ เช่น
              บริษัทมีการขยายธุรกิจเข้าไปในอุตสาหกรรมที่กำลังเติบโต ถ้ารายได้โตแต่กำไรยังไม่โต
    แสดงว่าอาจจะเป็นช่วงเริ่มต้นเติบโตที่ยังมีการลงทุนสูงรายได้ยังโตไม่ทันรายจ่ายที่เพิ่มขึ้น
    หุ้นลักษณะนี้ ผมจะเก็บเข้า Watch list ไว้ เพราะน่าจะเป็นหุ้นเติบโตที่คนยังมองไม่เห็น
    ถ้าเริ่มทำกำไรได้เมื่อไร หุ้นจะวิ่งจนต้องร้องขอชีวิต ทางทีดีต้องทำการบ้านไว้โดยการเข้าไปอ่าน
    คำอธิบายผลประกอบการว่ารายได้โตจากอะไร มีความสามารถที่จะโตได้ต่อเนื่องหรือไม่ 
              แต่ถ้ารายได้เริ่มลดลง เป็นการบอกเป็นนัยๆ ว่าอุตสาหกรรมของบริษัทที่ทำธุรกิจอยู่
    อาจอยู่ในช่วงอิ่มตัวหรือถดถอย ถ้าเป็นกรณีนี้เราควรหลีกเลี่ยง แต่ถ้ารายได้ลดลงเพราะ
    กำไรออกจากธุรกิจเดิมและเข้าไปโตจากธุรกิจใหม่ไม่ต้องรีบเข้าซื้อก็ได้รอธุรกิจเริ่มโต
    รายได้เพิ่มเข้าซื้อยังทัน

  • Net Profit Growth
              การเติบโตของกำไร การเติบโตของกำไรจะเป็นตัวกำหนดแนวโน้มของราคาหุ้นในระยะยาว
    ถ้าแนวโน้มกำไรยังเติบโตได้ต่อเนื่องราคาหุ้นจะปรับตัวสูงขึ้นเรื่อยๆ และในทางกลับกัน ถ้าแนวโน้ม
    การเติบโตของกำไรมีทิศทางลดลงเช่นกัน

              ส่วนความยาวของแนวโน้มของราคาขึ้นกับแนวโน้มของกำไร ถ้าอุตสาหกรรมยังโตไปได้หลายปี
    ราคาหุ้นจะเป็นขาขึ้นได้อีกหลายปี ถ้าติดดอยก็ติดชั่วคราว เดี๋ยวกำไรโตราคาหุ้นก็วิ่งต่อ ถือแล้วสบายใจ
              สำหรับนักลงทุนใช้กลยุทธ์ Day trade การลงทุนในหุ้นที่กำไรมีแนวโน้มขาขึ้น ทำให้ทิศทาง
    ราคาหุ้นเป็นแนวโน้มขาขึ้น มากกว่าลง เพิ่มโอกาสในการทำกำไรอีกมาก 
    แต่ไม่ใช่เห็นว่าบริษัทกำไรโต
    แล้วจะสุ่มสี่สุ่มห้าเข้าไปเทรดได้เลย ต้องดูว่ากำไรที่เห็นเติบโต 
    เป็นกำไรปกติที่สามารถโตได้อย่าง
    ต่อเนื่องหรือไม่จุดสังเกตที่กระตุ้นต่อมสงสัยว่าเป็นกำไรปกติหรือไม่

              เช่นกำไรโตมากกว่ารายได้หลายๆเท่า อาจเป็นกำไรพิเศษที่มาครั้งเดียว หรือไปดูคะแนน
    ในส่วนของ
    กลุ่ม โล่ แล้วไม่ค่อยดีซึ่งจะทำให้การเติบโตของบริษัทไม่ค่อยต่อเนื่องหุ้นอาจวิ่งได้ไม่นาน
    ให้ดีใจแป๊บๆ
    เดี๋ยวราคาหุ้นก็ปรับตัวลง



2.กลุ่มโล่แสดงการจัดการภายใน
         กองทัพที่มีการจัดการภายในที่ดี เวลาออกไปรบโอกาสชนะมีสูงขึ้น ในทางธุรกิจก็เช่นเดียวกัน
ถ้าบริษัทจัดการภายในดี จะสะท้อนออกมาในอัตราส่วนทางการเงินที่สม่ำเสมอ อัตราส่วนทางการเงิน
ในกลุ่มนี้จะเป็นอัตราส่วนทางกาเงินที่วันประสิทธิภาพในการดำเนินงานด้านต่างๆอย่างสม่ำเสมอ

  • ROE Last 4 Q
              อัตราส่วน ROE เหมือนเป็นเกรดเฉลี่ยของผลการดำเนินงานของบริษัทเป็นการวัดว่า
    ส่วนของผู้ถือหุ้น 100 บาทที่ลงทุนไปบริษัทสามารถทำกำไรกลับมาให้ผู้ถือหุ้นเท่าไร ที่มีคำว่า
    Last 4 Q พ่วงท้ายเนื่องจากเป็นการปรับค่าให้เป็นค่าเต็มปี
              การคำนวณ ROE สูตรคือ กำไรหารด้วยสินทรัพย์เฉลี่ย ตัวกำไรที่เป็นตัวเศษจะเป็น
    ค่าย้อนหลังไป 4 ไตรมาศ บวกกันเป็น 1 ปี เมื่อปรับเต็มปีแล้ว ไม่ว่าจะดูค่าในไตรมาศไหนของปี
    ก็สามารถนำค่ามาเปรียบเทียบได้นั่นเอง
              การบอกว่า ROE ของบริษัทสูงหรือไม่ แนวทางทีง่ายที่สุดคือการนำไปเปรียบเทียบ
    กับเพื่อนๆ
    ที่อยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกัน ถ้าบริษัทที่มี ROE มากกว่าแสดงว่ามีผลการดำเนินงานที่ดีกว่า
    การวิเคราะห์ ROE จากนั้นจะแยกองค์ประกอบอยู่ 3 ส่วน อัตราสวนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น
    อัตราส่วนหมุนเวียนทรัพย์สิน และการทำกำไร
              ขั้นแรกให้เริ่มจากการดู DE ถ้าหนี้สินไม่มาก ปกติผมให้ไม่เกิน 1.5 ถึงมาดูอัตราส่วน ROE
    ต่อเนื่องจากบริษัทที่ DE สูง และ ROE สูงๆ แสดงว่า ROE ที่เห็นสูงๆนั่นมาจากหนี้สินเป็นส่วนใหญ่
    ซื้อแล้วเสี่ยงเพิ่มขึ้น จากนั้นมาดู อัตราส่วน Fixed Asset turnover เพื่อดูว่าสินทรัพย์
    ที่มีสร้างรายได้แค่ไหน และอัตรากำไรสุทธิเพื่อดูว่าหลังจากสร้างรายได้แล้วหักรายจ่ายแล้วเหลือ
    กำไรเท่าไร 
    ยิ่งมากยิ่งดีแปลว่าเก่งกว่าเพื่อนๆในอุตสาหกรรมเดียวกัน

  • DE
              อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้นเป็นการวัด การจัดโครงสร้างทางการเงินของบริษัท
    ว่ามีนโยบายอย่างไร โดยบริษัทที่มีสัดส่วนหนี้สินต่อทุนมากๆ มีแนวโน้มที่จะมีปัญหาการเงินสูง
    หุ้นจะวิ่งได้ไม่ไกล
              การวิเคราะห์จะต้องดูคู่กับ อัตราส่วน เงินสดดำเนินงานต่อรายได้ สิ่งที่ต้องระวัง คือ
    ถ้าบริษัทมีหนี้สินมาก และมีอัตราส่วนเงินสดดำเนินงานต่อรายได้ติดลบ แสดงว่าจากธุรกิจปกติ
    บริษัทไม่มีกระแสเงินสดจากการดำเนินงานเพียงพอที่จะจ่ายหนี้ได้
              ถ้าเห็นอัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้นไม่มาก และมีอัตรากระแสเงินสดจาก
    การดำเนินงานต่อรายได้เป็นบวกก็สบายใจได้ว่าเรื่องหนี้สินไม่น่าเป็นห่วงอะไรมาก

  • Fixed Asset turnover
              อัตราหมุนของสินทรัพย์ถาวร เป็นอัตราส่วนที่บอกว่าสินทรัพย์ที่ใช้ในการดำเนินงาน
    ของบริษัท 
    สามารถนำไปสร้างรายได้ได้เท่าไร การใช้งานผมจะนำไปเปรียบเทียบกัน
    ในอุตสาหกรรมเดียวกัน บริษัทที่มี
    อัตราส่วนหมุนเวียนสินทรัพย์ถาวรมากกว่าจะแสดงว่า
    เป็นบริษัทที่มีความสามารถในการแข่งขันสูงกว่า
    เพราะสินทรัพย์เท่ากันสามารถนำไป
    สร้างรายได้ได้มากกว่า
              ให้นึกภาพไปเดินห้าง จะมีร้านอาหารหลายๆร้าน
    ถ้ามองด้วยสายตาจะเห็นว่า
    แต่ละร้านก็มีการลงทุนเหมือนๆกัน สินทรัพย์ไม่น่าที่จะต่างกันมาก
    แต่ร้านที่มีความสามารถ
    ในการแข่งขันดีกว่า เป็นแบรนด์ที่อยู่ในใจผู้บริโภคมากกว่าคนแน่นร้าน
    ในขณะที่ร้านอื่นๆ
    พนักงานยืนเงียบเหงาตบยุง

  • %NPM last 4Q
              อัตรากำไรสุทธิ ถ้าบริษัททำกำไรไม่ได้ คงไม่มีใครถือหุ้น อัตรากำไรสุทธิแสดงหลายปัจจัย
    แต่ปัจจัยที่สำคัญอันหนึ่งคือความสามารถในการแข่งขัน บริษัทที่มีความสามารถในการแข่งขันสูงๆ
    มักจะมีอัตรากำไรสุทธิที่สูงกว่าบริษัทที่ทำธุรกิจเดียวกัน
              เหตุผลถ้าเป็นบริษัทที่มีแบรนด์ที่ดี ในการแข่งขันก็ไม่ต้องไปแข่งด้วยการลดราคาสินค้า
    และถ้ามีอำนาจต่อรองลูกค้าด้วยไม่ต้องลดราคาสินค้า อัตรากำไรขั้นต้นก็จะสูง ส่วนการจัดการ
    ภายในได้มีการจัดสินค้าคงเหลือที่ดีขายของหมดไวอัตรากำไรขั้นต้นก็จะไม่ผันผวน ไม่ต้อง
    ไปลดราคา
    ล้างสต็อกหรือต้องไปตั้งค่าสินค้าคงเหลือ
              ถ้าควบคุมภายในดีค่าใช้จ่ายในการบริหารก็จะต่ำ 
    และถ้าไม่ต้องไปทำโฆษณาประชาสัมพันธ์
    อะไรมาก ค่าใช้จ่ายในการขายก็จะต่ำไปด้วย 
    และถ้าบริษัทมีอัตราส่วนหนี้ต่อทุนที่เหมาะสมไม่มาก
    ไม่น้อยเกินไป กำไรจากการดำเนินงาน 
    ก็จะเพียงพอที่จะจ่ายดอกเบี้ยก็จะทำให้บรรทัดสุดท้าย
    บริษัทมีกำไร ผู้ถือหุ้นก็จะสดใจมีปันผลกินทุกปี

  • Operating cash flow to revenue
              อัตราส่วนนี้คำนวณจากกระแสเงินสดจากการดำเนินงานต่อรายได้รวมจะแสดงถึงคุณภาพ
    ของกำไรที่บริษัททำได้ ว่ารายได้ 1 บาทที่บริษัททำได้สามารถนำไปสร้างกระแสเงินสดได้เท่าไร
    อัตราส่วนนี้ผมจะดูเทียบกับอัตราส่วน %NPM last 4Q
              ถ้าบริษัทมีกำไรแต่อัตราส่วน
    Operating cash flow to revenue ติดลบแสดงว่า
    บริษัทมีกำไร
    แต่ไม่มีสภาพคล่อง ต้องระวังให้ดี เพราะถ้าสภาพคล่องไม่ค่อยดี จะเริ่มมีปัญหา
    ตั้งแต่การจ่ายดอกเบี้ย
    จ่ายเงินต้น งบลงทุน และการจ่ายเงินปันผล โดยสรุปก็คือ
    ถ้าอัตรากำไรสุทธิ สูงและสม่ำเสมอถือเป็นสัญญาณที่ดีในการถือหุ้นได้ยาวๆ



3.กลุ่มผลตอบแทน

         กลุ่มนี้จะเป็นการบอกผลตอบแทน เป็นทิศทางราคาย้อนหลัง โดยบอกผลตอบแทนราคา
ย้อนหลัง 3 ปี 5 ปี และ 8 ปี ทิศทางของราคาในระยะยาวแล้วจะสัมพันธ์กับทิศทางของกำไร

ถ้ากำไรเป็นขาขึ้น ราคามักจะเป็นขาขึ้นตาม ในทางกลับกันถ้ากำไรเป็นขาลงราคามักจะเป็นขาลง
และสุดท้ายถ้าทิศทางของกำไรผันผวนราคาก็จะไม่ไปไหน



4.วัดความถูกแพง

  • %Dividend Yield + PE
              การเมื่อซื้อหุ้นถูกตัวแล้วต้องซื้อในราคาที่เหมาะสมด้วย ในการวัดความถูกแพงของหุ้นนั้น
    สามารถดูได้ง่ายๆ จากอัตราผลตอบแทนเงินปันผลและ PE ratio มองแค่หางตาก็จะสามารถรู้ได้
    ว่าหุ้นตัวนี้ถูกแพง
              อัตราผลตอบแทนเงินปันผล หุ้นดีก็ควรมีเงินปันผลให้เก็บกินเรื่อยๆ สำหรับนักลงทุนระยะยาว
    ควรเลือกหุ้นที่พื้นฐานดี ถ้าปันผลสูงกว่าเพื่อนๆในอุตสาหกรรมยิ่งดีซื้อหุ้นแล้วจะมีค่าขนมมาให้กินเรื่อยๆ
              นอกจากนั้นอัตราผลตอบแทนเงินปันผล ยังบอกได้อีกว่าตลาดมองหุ้นตัวนั้นว่าอย่างไร
    ถ้าตลาดมองเป็นหุ้นเติบโตมักจะเทรดในระดับราคาที่ให้ปันผลค่อนข้างต่ำ บางบริษัทอาจยืนปันผลที่
    ระดับประมาณการ 1% ไปหลายปี นักลงทุนที่อยากได้ผลตอบแทนเยอะปันผล 4-5% ราคาหุ้นอาจไม่ลงมา
    ให้ซื้อตลอดชีวิตเลยก็เป็นได้ นอกจากตลาดจะเกิด Panic แรงๆ
              แต่หุ้นที่ตลาดยอมซื้อที่ระดับปันผลต่อราคาน้อยๆ แสดงว่าตลาดคาดหวังการเติบโตมากกว่า
    ถ้ากำไรของบริษัทยังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ราคาหุ้นก็จะปรับตัวสูงขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน นักลงทุนสามารถประยุกต์
    อัตราปันผลต่อราคาเข้ามาช่วยประเมินมูลค่าหุ้นได้ โดยเฉพาะหุ้น PE แพงๆ 30 เท่าขึ้นไป
              ผมมักจะเข้ามาดูว่าตลาดให้ปันผลที่ระดับเท่าไร ถ้าปันผลอยู่ที่ประมาณ 1 % แสดงว่า
    ราคาหุ้นจะเริ่มตันๆ เพราะถ้าราคาขึ้นไปมากกว่านี้จะทำให้ระดับปันผลต่ำมากนำเงินไปฝากธนาคารยังดีกว่า
    แสดงว่าราคาจะไปต่อได้อีกหรือไม่
              ที่เหลือต้องไปดูตัวเลข Net Profit Growth ว่าเท่าไร อนาคตถ้ากำไรยังโตได้
    เท่าเดิมราคาหุ้น ก็จะปรับตัวสูงขึ้นในอัตราเท่ากับ Net Profit Growth นั่นเอง
    แต่ถ้าแนวโน้มกำไรเริ่มโตช้าลง ก็ตัวใครตัวมันนะครับ เพราะตลาดอาจปรับมูลค่า PE ที่เหมาะสม
    จาก 30 เท่า อาจจะเหลือแค่ 10-15 เท่า ในระดับหุ้นทั่วๆไป ซึ่งการปรับ PE จะไปได้ 2 แบบ
    คือ ราคาลงจน PE ลดต่ำลง หรือหุ้นจะ Side way ไปเรื่อยๆจนระดับ PE ค่อยๆลดลง
    จนมาอยู่ที่ระดับเหมาะสมเอง

        เครื่องมือ Fundamental Status เป็นการนำปัจจัยทางการเงินที่สำคัญให้คะแนน โดยการจัดอันดับ
ค่าอัตราส่วนเทียบกับหุ้นในอุตสาหกรรมเดียวกัน ช่วงให้นักลงทุนสามารถเห็นภาพรวม
ของพื้นฐานกิจการได้ง่าย
และรวดเร็วขึ้น ช่วยให้นักลงทุนเลือกหุ้นถูกตัว ราคาเหมาะสมได้ง่ายขึ้น
และนำไปใช้ต่อยอด ในการวางกลยุทธ์
การลงทุนได้อีกด้วย
    

         การแกะงบไม่ใช้เรื่องยากอีกต่อไป คุณสามารถเรียนรู้เพิ่มเติมได้ที่ แกะงบเจาะหุ้นร้อนด้วยฟังก์ชั่นอัจฉริยะ
และตอกย้ำความมั่นใจกับคอร์สเรียน การประเมินมูลค่าหุ้น DCF,SOTP กับผม อ.ภัทรธร ช่อวิชิต
เท่านี้การทำกำไรแบบยั่งยืนก็อยู้ใกล้คุณแค่เอี้อมแล้วครับ