Portfolio Management
บทความโดย อ.วชิรเมษฐ์ ธเนศสถิตพงศ์

 

               หากพูดถึงการบริหารพอร์ตการลงทุน คนส่วนใหญ่มักคิดถึง การคาดการณ์อนาคตของสิ่งที่เราจะลงทุนเป็นหลักเพียงอย่างเดียว โดยลืมความสำคัญของการ บริหารความเสียหาย หากคาดการณ์อนาคตผิดพลาด
               นักลงทุนมักจะเลือกวิธีที่ง่าย คือ มีเงิน 1 ล้านบาท ซื้อหุ้น 10 ตัว ตัวละ 1 แสนบาท แค่นั้นคือ Position size หรือ วิชา Money Management แล้ว ซึ่งโดยหลักการมันก็ พอใช้ได้ แต่ยังไม่เพียงพอในการลงทุนจริง หากต้องการแบ่งจำนวนเงินเป็นส่วนๆ จำเป็นต้องแบ่งให้ได้มากกว่า 20 ส่วนขึ้นไป หรือ จริงต้องทราบว่า ความเสียหายโดยเฉลี่ยของสินทรัพย์ที่ใช้เงินลงทุนไป 1 ใน 20 ส่วนนี้มีค่าประมาณเท่าไหร่ด้วย
               แต่จะดีขึ้นกว่าวิธีแบ่งเงิน คือ การควบคุมความเสียหายต่อการซื้อ 1 ครั้ง อันนี้สำหรับผม คือ การควบคุม Position Size ที่ดีขึ้นกว่าเดิม ผมจะยกตัวอย่างวิธีคิดที่ถูกต้องผ่าน Bar Trade ของโปรแกรม efin Trade+ นะครับ

               ในการลงทุนจริงระดับเบื้องต้น นักลงทุนเมื่อตัดสินใจซื้อ หุ้นที่ราคาเท่าไหร่แล้ว ควรทราบก่อนซื้อว่า ถ้าราคาลดลงถึงเท่าไหร่จะถือว่า เราคิดผิด จนตัดสินใจขายตัดขาดทุน
               และเราจะคำนวณ Position Size เทียบกับค่านี้ว่า ถ้าราคาลดลงถึง ราคาที่เราคิดไว้ล่วงหน้าตรงนี้เราจะยอมเสียหายต่อการซื้อครั้งนี้เป็นเงินกี่เปอร์เซ็นต์ของพอร์ตเรา ซึ่งในโปรแกรมจะให้เราระบุความเสียหายอยู่ที่ช่อง %Give up ซึ่งในตัวอย่างกำหนด 1% และช่องด้านล่างจะบอกว่า เสียหาย 1% ของพอร์ตคิดเป็นเงิน 100,000 บาท
               ถ้าเราซื้อหุ้นตัวนี้ที่ราคา 180 บาท และ ขายตัดขาดทุนที่ 160 บาทเราจะเสียหายไม่เกิน 100,000 บาทต้องซื้อหุ้นตัวนี้เป็นจำนวนเท่าไหร่ สิ่งนี้ผมว่าเป็นวิธีคำนวน Position Size ที่ให้ผลดีกว่าแบ่งเงิน
               เนื่องจากราคาหุ้นแต่ละตัวที่เราซื้อจะมีระดับราคาที่จะขายตัดขาดทุนไม่เท่ากัน ดังนั้น การแบ่งจำนวนเงินเท่ากันจะทำให้ความเสียหายแต่ละตัวหุ้นไม่เท่ากัน และ เราก็จะไม่แน่ใจว่า ปัญหาของการลงทุนเราเกิดจาก การที่เรากำหนด Position Size ไม่ดี หรือ วิธีการซื้อขายที่ใข้ยังไม่ดี 
               ผมจะนำผลทดสอบเรื่อง Position Size ให้ดูนะครับว่า มีคนลงทุน 3 คนลงทุนหุ้นตัวเดียวกัน ด้วยวิธีการเดียวกัน ซื้อพร้อมกัน ขายพร้อมกัน ชนะเหมือนกัน แพ้เหมือนกัน สิ่งที่ 3 คนนี้แตกต่างมีเพียงอย่างเดียวคือ

               กำหนด Position Size ไม่เท่ากัน โดยแบ่งเป็น 3 คนเงินเริ่มต้น 1000 บาทเท่ากัน
                         คนที่ 1 เสี่ยงด้วย Position น้อย เส้นสีน้ำเงิน
                         คนที่ 2 เสี่ยงด้วย Position น้อยพอกับคนแรกแต่มีเทคนิคดึงกำไรออกบ้าง เส้นสีส้ม
                         คนที่ 3 เสี่ยงด้วย Position มากกว่า 2 คนแรก เส้นสีเท่า

 

               ผลลัพธ์ที่ได้ คนที่ 1 กับ 2 กำไร แต่คนที่ 3 ขาดทุน สิ่งนี้ คือ ความสำคัญของ Position Size ที่ต่อให้เราลงทุนตามเซียนแต่เราก็ไม่มีทางประสบความสำเร็จแบบเซียนได้ เพราะ Position Size ของแต่ละคนไม่เท่ากัน และ การยอมรับความเสี่ยงของแต่ละคนก็ไม่เท่ากัน          
               หากเราต้องการลงทุนให้ยั่งยืนจริงๆ ผมแนะนำให้เราศึกษาวิชา Portfolio Management อย่างจริงจังครับ สำหรับใครที่สนใจ ลองติดตาม สิ่งที่ผมสอนเพิ่มเติมได้ ที่ efin school และ อย่างลืมใช้โปรแกรม efin trade+ ในการบริหาร Portfolio ด้วยนะครับ มีฟังขั้นใหม่ให้ใช้กัน รอติดตามในบทความต่อไปครับ