มูลค่าแฝงของรูปแบบ position size
บทความโดย อ.วชิรเมษฐ์ ธเนศสถิตพงศ์

          ก่อนอ่านบทความนี้ถ้าเป็นไปได้ผมอยากให้เราอ่านบทความก่อนหน้าเรื่อง portfolio management มาก่อนนะครับ จะเช้าใจเรื่อง Position size ในระดับเบื้องต้นมาแล้วระดับหนึ่ง วิชานี้เป็นวิชาที่ผมศึกษาเป็นอย่างสุดท้าย เพราะ เห็นความสำคัญของวิชานี้ค่อนข้างน้อยในช่วงแรก จนกระทั่งเกิดความเสียหายรุนแรงอยู่ 3 ครั้งจึงสนใจวิชานี้เป็นพิเศษ
          การควบคุม Position size ไม่ใช่การควบคุมจำนวนเงินที่ซื้อหุ้น แต่แท้จริงต้องการควบคุมความเสียหายเวลาเสี่ยงแล้วเกิดผิดพลาด เช่น มีเงินลงทุน 1,000,000 บาท ต้องการให้การเสี่ยง 1 ครั้งถ้าเกิดผิดพลาดขึ้นมาเสียหายไม่เกิน 1% ของพอร์ต หรือ 10,000 บาท จะต้องซื้อหุ้นตัวนี้กี่หุ้น
          หุ้น A ซื้อราคา 5 บาท และจะขายตัดขาดทุนหากราคาลดลงถึง 4 บาท ถ้าไม่ต้องการขาดทุนเกิน 10,000 บาทเราจะซื้อหุ้นตัวนี้ ไม่เกิน 10,000 หุ้น ใช้เงินซื้อหุ้น 50,000 บาท 
          หุ้น B ซื้อราคา 10 บาท และจะขายตัดขาดทุนหากราคาลดลงถึง 9 บาท ถ้าไม่ต้องการขาดทุนเกิน 10,000 บาทเราจะซื้อหุ้นตัวนี้ไม่เกิน 10,000 หุ้น ใช้เงินซื้อหุ้น 100,000 บาท

ตัวอย่าง
          การซื้อหุ้น A และ B เราจะควบคุมความเสียหายต่อการเสี่ยง 1 ครั้งเท่ากัน คือ 1% ของ 1 ล้าน หรือ 10,000 บาท แต่จะใช้เงินซื้อหุ้นแต่ละตัวไม่เท่ากัน  ดังนั้นถ้าการวางจุด Stop loss ในหุ้นแต่ละตัวไม่เท่ากันก็หมายความว่า ถ้าเราต้องการควบคุม Position size ให้เท่ากัน เราจะควบคุมจำนวนเงินในการซื้อหุ้นให้เท่ากันทุกตัวไม่ได้
          เหตุให้ผลแนะนำว่า นักลงทุนควรจะใช้ Bar Trade MM ของโปรแกรม efin trade + ในการส่งคำสั่งซื้อเสมอเพราะ จะมีการควบคุมความเสียหาย และ Position size ให้เลยตอนซื้อ รวมไปถึงสำหรับ Broker ที่มีความสามารถ Auto trade จะมีช่องให้ เลือกว่าต้องการ Auto stop loss ไหม เมื่อราคาลดลงถึง จุด stop price

 คราวนี้เรามาดูมูลค่าแฝงการออกแบบ Position size กันครับ

          หากเรามีเงินลงทุนเริ่มต้น 1,000,000 บาท เรายอมรับความเสียหายสูงสุดได้ 10% คือ เงิน 100,000 บาทจากเงิน 1 ล้านบาท   เราจึงเริ่มต้นจากควบคุมความเสียหายต่อการเสี่ยง 1 ครั้งก่อน ตรงนี้คือ ออกแบบ Position size

          คนที่ 1 ออกแบบ Position size หรือยอมเสียหายได้ครั้งละ 10,000 บาท เท่ากับ เค้าสามารถเสี่ยงแล้วผิดพลาดได้ต่อเนื่องกัน 10 ครั้ง หรือ ผิดสลับถูกไปเรื่อยๆ จนกว่าเงินจะหายไปถึง 100,000 บาท

          คนที่ 2 ออกแบบ Position size หรือยอมเสียหายได้ครั้งละ 5,000 บาท เท่ากับ เค้าสามารถเสี่ยงแล้วผิดพลาดได้ต่อเนื่องกัน 20 ครั้ง หรือ ผิดสลับถูกไปเรื่อยๆ จนกว่าเงินจะหายไปถึง 100,000 บาท

          คนที่ 3 ออกแบบ Position size หรือยอมเสียหายได้ครั้งละ 1,000 บาท เท่ากับ เค้าสามารถเสี่ยงแล้วผิดพลาดได้ต่อเนื่องกัน 100 ครั้ง หรือ ผิดสลับถูกไปเรื่อยๆ จนกว่าเงินจะหายไปถึง 100,000 บาท

          ขั้นต่อมาเราเอาตัวอย่างการออกแบบ Position size ของทั้ง 3 คนมาวิเคราะห์ ว่าการออกแบบ Position size แบบไหนรองรับความผิดพลาดได้มากกว่า แล้วลองคิดตามความเป็นจริงนะครับ  นักลงทุนเพิ่มหัดลงทุน เสี่ยงลงทุนแค่ 10 ครั้งจะเก่งเลยไหม หรือ เสี่ยงแค่ 20 ครั้งจะเก่งเลยไหม หรือ 100 ครั้งจะเก่งเลยไหม

           แต่นักลงทุนที่ลงทุนได้ 100 ครั้งจะมีประสบการณ์มากกว่าคนที่ลงทุนแค่ 10 ครั้ง ยิ่งเป็นคนที่รู้จักทบทวนสิ่งที่ลงมือทำไปอยู่เสมอจะยิ่งเป็นคนที่เก็บประสบการณ์ได้มากกว่าคนทั่วไป

           คนที่ออกแบบ Position size เป็นเค้าจะเริ่มจาก ออกแบบให้รองรับความผิดพลาดได้มากไว้ก่อนในช่วงเริ่มต้นลงทุน เพราะ ประสบการณ์มีมูลค่ามากกว่าเงินทอง แต่เมื่อเราลงทุนเก่งขึ้นแล้วก็ค่อยๆ ปรับลดให้รองรับความผิดพลาดได้น้อยลงตามความสามารถของเรา

           คนส่วนใหญ่ผิดพลาด เพราะ ไปออกแบบ Position size แบบคนเก่งแล้ว รองรับความผิดพลาดได้น้อย เพราะ ลงทุนไปสักพักก็ผิดพลาดครบตามกำหนดแล้ว เงินในพอร์ตก็ลดลงเกินความเสียหายสูงสุดที่ตนเองยอมรับได้ ก็เกิดความเครียดในการลงทุน เมื่อเกิดความเครียดก็ไม่เรียนรู้จากสิ่งที่ลงมือทำไป วนเวียนอยู่แบบนี้