5 เรื่องต้องรู้เมื่อ Spin off บทความโดย อ.ภัทรธร ช่อวิชิต  


        การนำบริษัทย่อยเข้าจดทะเบียนเพื่อระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ หรือที่เรียกกันติดปาก นักลงทุนว่า Spin off เป็นเรื่องราวหนึ่งที่มีผลต่อผลประกอบการและราคาหุ้น การวางกลยุทธ์การลงทุน นักลงทุนต้องรู้ว่า การนำบริษัทย่อยเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ จะส่งผลต่อบริษัทลูกและบริษัทแม่อย่างไร ทั้งผลกระทบในระยะสั้นและผลกระทบในระยะยาว เพื่อที่จะเลือกลงทุนได้ถูกต้อง


1. ผลกระทบต่อบริษัทย่อย
                          
         ธุรกิจต้องมีการเติบโต มักจะเปิดบริษัทย่อยเพื่อความสะดวกในการบริหารจัดการ โดยมองเหมือนบริษัทย่อยเป็นสาขาหนึ่งของเรา เมื่อถึงวันหนึ่งที่ธุรกิจเติบโตและต้องการทุนที่มากขึ้น การนำบริษัทย่อยเข้าไปจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เพิ่มระดมทุนมาใช้ในการขยายกิจการก็เป็นทางเลือกหนึ่งที่หลายบริษัทนิยมทำกัน

         การระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ บริษัทที่เข้าจะทะเบียนจะระดมทุนได้เงินมากกว่าปกติ เนื่องจากหุ้น IPO ที่ขายให้ประชาชนทั่วไปนั้นมักจะขายกันที่ส่วนล้ำมูลค่าหุ้น เช่น ทุนจะทะเบียน 30 ล้านบาท พาร์ 1 บาท มีจำนวน 30 ล้านหุ้น สมมติบริษัทขายหุ้น IPO ที่ 12 บาทต่อหุ้น ถ้านำหุ้นขาย IPO ที่จำนวน10 ล้านหุ้น จะได้เงินเข้าบริษัทถึง 12X10 = 120 ล้านบาท โดยที่เสียสัดส่วนการเป็นเจ้าของไปเพียง1 ใน 3 เท่านั้น

         เมื่อบริษัทลูกจะได้เงินสดเข้ามา จากส่วนของผู้ถือหุ้นที่เพิ่มขึ้นบริษัทจะนำเงินนั้นไปใช้ได้ ตามวัตถุประสงค์ที่ประกาศไว้เช่น การนำเงินไปชำระหนี้ การลงทุนขยายกิจการให้เติบโตก้าวหน้าต่อไป ส่วนลงทุนแล้วจะเจริญก้าวหน้าตามแผนหรือไม่ก็แล้วแต่บริษัท บางบริษัทก็โตต่อเนื่อง บางบริษัทระดมทุนแล้วไม่โตก็มี

 

2. ผลต่อบริษัทใหญ่
     
         ในฐานะของบริษัทใหญ่ที่เข้าไปลงทุนในบริษัทย่อยเพิ่มขยายกิจการ มองบริษัทย่อยเหมือนเป็นสาขาหนึ่งของบริษัทที่มีอำนาจในการตัดสินใจ แต่บริษัทแม่ก็ยังมีอำนาจในการควบคุมและกำหนดนโยบายอยู่ในทางบัญชีจะต้องทำงบการเงินรวม โดยการรวมทั้งงบแสดงฐานะการเงิน สินทรัพย์ หนี้สิน และทุน โดยทุนจะแบบเป็นสองส่วน คือส่วนของเรา E1 และส่วนของ บุคคลภายนอกที่ถือหุ้นอยู่ในบริษัทย่อย ซึ่งคือคนที่มาซื้อหุ้นเพิ่มทุน IPO ของบริษัทย่อยนั่นเอง ส่วนงบกำไรขาดทุน รายได้และรายจ่ายจะนำมารวมกัน แต่ไปแบ่งกันที่กำไรบรรทัดสุดท้าย ตามสัดส่วนของการถือหุ้น

         เมื่อจัดทำงบการเงินรวมแล้วแสดงว่าการนำบริษัทย่อยเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แล้วผลกระทบของบริษัทย่อยที่มีต่อแม่คือถ้าอนาคตบริษัทย่อยสามารถขยายกิจการให้เจริญเติบโตได้ บริษัทย่อยจะส่งผ่านกำไร ที่เพิ่มขึ้นมาที่บริษัทใหญ่ตามสัดส่วนการถือหุ้นนั่นเอง ถ้ามีการนำเงินไปใช้คืนหนี้ก็จะทำให้ความเสี่ยงเรื่องหนี้สินของบริษัทใหญ่ลดลงไปด้วย โดยสรุปก็คือ ถ้านำบริษัทย่อยเข้าตลาดแล้วถ้าบริษัทย่อยไม่โตต่อบริษัทแม่ก็ไม่ได้มีผลดีขึ้น

 

3. ผลต่ออัตราส่วนทางการเงิน


         หลังจากที่นำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แล้วผลกระทบกับอัตราส่วนทางการเงินของบริษัทย่อยคือ อัตราส่วนหนี้สินต่อทุนจะน้อยลงเนื่องจากส่วนของผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้น และหนี้สินลดลงจากการนำเงินที่ได้จาก IPO มาชำระหนี้สินบางส่วน อัตราส่วนหมุนเวียนทรัพย์สินช่วงแรกจะลดลง เนื่องจากสินทรัพย์เพิ่มแต่รายได้ยังเท่าเดิม เนื่องจากเงินที่ได้จาก IPO ยังไม่ได้นำไปลงทุนอะไร, ROA จะลดลงช่วงแรกเนื่องจากสินทรัพย์ที่ใหญ่ขึ้น ROE ลดลงเช่นกันเนื่องจากส่วนของทุนที่ใหญ่ขึ้น

         ถ้ามองในมุมมองของบริษัทใหญ่หลักจากการนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ถ้าไม่นำเงินที่ได้ไปลงทุนขยายกิจการให้เติบโตได้จะทำให้อัตราส่วนโดยรวมของตัวลูกแย่ลง และส่งผลกระทบมาที่บริษัทแม่คือ กำไรที่ส่งเขามาที่บริษัทใหญ่ก็จะลดลงตามไปด้วย ดังนั้น ถ้าผู้ถือหุ้นของบริษัทใหญ่ต้องการเม็ดเงินส่วนแบ่งกำไรที่มากขึ้น ต้องทำให้บริษัทย่อยเติบโตอย่างน้อยเท่ากับสัดส่วนของการถือหุ้นในลูกที่ลดลง เช่น หลังเข้าตลาดสัดส่วนการถือหุ้นลดลง 30% แสดงว่าบริษัทย่อยจะต้องมีการเติบโตมากกว่า 30% ขึ้นไปเพื่อให้เม็ดเงินเข้าบริษัทแม่เท่าเดิม

         การดูว่าหลังจากเข้าจดทะเบียนในตลาดแล้วผลประกอบการดีกว่าไม่เข้าหรือไม่ให้ดูที่อัตราส่วน ROA ถ้าก่อนเข้าและหลังจากเข้าตลาด ROA ยังเท่าเดิมแสดงว่าธุรกิจยังสามารถรักษาการเติบโตได้ในระดับที่คงที่เป็นผลดีต่อผู้ถือหุ้น

 

4. กำไรจาก IPO


         หลายคนเข้าซื้อหุ้นช่วง IPO เนื่องจากคิดว่าหลังจากที่นำบริษัทเข้าขาย IPO แล้วจะทำให้กำไรกระโดด แต่จริงๆแล้วอาจจะมีหรือไม่มีก็ได้ครับ การนำบริษัทย่อยเข้าไปจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ครั้งแรกหรือ IPO ทำได้สองแบบคือ ออกหุ้นเพิ่มทุนเพื่อนำไปขายในตลาดหลักทรัพย์ในกรณีนี้คนที่ซื้อหุ้น IPO ก็จะเป็นผู้ถือหุ้นใหม่ที่เข้ามาเจ้าของเดิมก็มีหุ้นเท่าเดิมแต่ลดสัดส่วนการถือหุ้นลงเนื่องจากมีหุ้นใหม่เข้ามามากขึ้น ส่วนอีกกรณีคือขายหุ้นของตัวเองออกไป

          สำหรับกรณีแรกจะไม่เกิดกำไรจากการขายหุ้นผลกระทบในงบการเงินจะเป็นตามข้อ 2 คือส่วนทุนของบริษัทจะโป่งขึ้นเท่านั้น ส่วนกรณีที่ขาย IPO แล้วเกิดกำไรคือ ขายหุ้นส่วนที่เป็นของตัวเองออกไป ในกรณีนี้จะเกิดกำไรจากการขายเท่ากับส่วนต่างจากราคา IPO และราคาต้นทุนของบริษัทนั่นเอง ซึ่งส่วนใหญ่บริษัทที่แตกลูกมา IPO จะเป็นกรณีแรกครับไม่รับรู้กำไรอะไร

 

5. ผลกระทบกับราคาหุ้น


          ผลกระทบกับราคาหุ้น ใช้หลักการง่ายๆครับคือถ้ามีกำไรเพิ่มหุ้นจะขึ้น จะเห็นว่าโดยส่วนใหญ่หลังจากนำบริษัทเข้าจะทะเบียนแล้วจะบันทึกบัญชีโดยการจัดทำงบการเงินรวม หรือถือสัดส่วนไม่มากจะรับรู้ตามส่วนแบ่งกำไรขาดทุนตามวิธีส่วนได้ส่วนเสีย ซึ่งแสดงว่าการขึ้นลงของราคาหุ้นบริษัทย่อยจะไม่มีผลกระทบต่อผลการดำเนินงานของบริษัทแม่เลย จะส่งผลกรณีเดียวเท่านั้นคือบริษัทย่อยจะต้องเติบโตเท่านั้นถึงจะทำให้กำไรของบริษัทแม่เพิ่มสูงขึ้นได้

         นอกจากวิเคราะห์บริษัทย่อยแล้วยังต้องดูผลประกอบการของบริษัทแม่เองด้วย ถ้าบริษัทแม่ผลประกอบการไม่ดี แต่ลูกผลประกอบการดีเมื่อทำงบการเงินรวมกันแล้วผลประกอบการยังไม่ดีก็จะทำให้ราคาของบริษัทแม่ไม่ไปไหนเช่นกัน

         กรณีที่เข้าใจผิดอีกอย่างคือ นักลงทุนหลายท่านมักจะเป็นเมินมูลค่าของบริษัทแม่ด้วยการนำมูลค่าตลาดของบริษัทลูกมาคูณสัดส่วนการถือหุ้นของแม่แล้วนำมาเทียบกับมูลค่าตลาดของแม่ ในหุ้นหลายตัวมูลค่าตลาดของบริษัทลูกที่แม่ถือคิดตามสัดส่วนแล้วมากกว่ามูลค่าของแม่ทั้งบริษัทก็มี เมื่อคิดได้ดังนั้นนักลงทุนก็เข้าไปไล่ราคา โดยลืมไปว่าการที่จะรับรู้มูลค่าตลาดตรงนั้นได้จะต้องทำการขายหุ้นทั้งหมดออกไป ซึ่งเป็นไปได้ยากที่จะขายหุ้นจำนวนมากได้ในตลาด ใครที่เข้าลงทุนบริษัทแม่ด้วยเหตุผลนี้ต้องระวังครับ

         จะเห็นว่าการนำบริษัทย่อยเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ก็เป็นทางเลือกหนึ่งในการระดมทุนเข้ามาขยายกิจการ หลักการวิเคราะห์ง่ายคือถ้าบริษัทที่ Spin off ออกมามีกำไรและเติบโตต่อเนื่องได้ ก็จะเป็นผลต่อกับบริษัทแม่ครับ

 

หากต้องการความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับข้อมูลพื้นฐาน งบการเงิน ของบริษัทจดทะเบียน สามารถลงเรียนเพิ่มเติมกับอ.ภัทรธร ได้ คลิกที่นี่