3 สิ่งที่รายย่อยต้องรู้ ถ้าอยากอยู่รอด ในตลาดบ้านนี้เมืองนี้
บทความโดย อ.จิณณะ สินส่ง  

 

ก่อนอื่นต้องยอมรับก่อนครับว่าตลาดบ้านเรา เป็นตลาดที่มีความผันผวนรุนแรง ไม่แพ้ชาติใดในโลก !!!

          นักลงทุนจะเห็นหุ้นประเภท " หุ้นงามไส้ " หรือหุ้นที่มีแต่ไส้เทียนหางยาวๆ เต็มไปหมด มันบอกถึงพฤติกรรมของการ take profit อยู่ตลอดเวลาของนักลงทุน ส่วนหนึ่งก็เพราะความไม่แน่นอนของตลาด ไม่มีใครอยากเสี่ยงถือครองระยะยาว

          นอกจากนี้ การที่บ้านเรามีนักลงทุนหลากหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นต่างชาติ นักลงทุนสถาบันหรือกองทุน นักลงทุน Proptrade ซึ่งนักลงทุนกลุ่มต่างๆเหล่านี้มีเครื่องไม้เครื่องมือ ข่าวสารที่ครบถ้วน วงนอกวงใน รวมไปถึงค่าธรรมเนียมที่ได้เปรียบ  บ่งบอกได้เลยว่า นักลงทุนรายย่อยอย่างเราๆ เสียเปรียบตั้งแต่ก้าวแรกเมื่อคิดเข้ามาเริ่มลงทุน

แล้วเราควรทำอย่างไร ???

          ก่อนอื่นเราต้องยอมรับความจริงให้ได้ก่อนครับ ว่าเราไม่สามารถหลีกเลี่ยงสภาวะผันผวนของตลาดได้ มุมกลับกัน เราจำเป็นต้องเรียนรู้วิธีที่จะเอาตัวรอด และอยู่รอดให้ได้ตลอดรอดฝั่ง จนกว่าตลาดจะมีแนวโน้มที่ชัดเจนและดีต่อเนื่อง

ดังนั้นเมื่อนักลงทุนมีความตั้งใจที่จะลงทุน และให้การลงทุนนั้น " เลี้ยงดูเราได้ตลอดชีวิต "  

3 สิ่งที่ต้องรู้ เพื่ออยู่รอดคือ

  1. การคัดเลือกตัวหุ้น หรือ sector ที่จะลงทุน " ต้องแข็งแรงกว่าตลาด "
  2. เกณฑ์ซื้อเกณฑ์ขาย "ต้องทรงพลัง"
  3. stop loss คือ "จุดที่เสียหายน้อยที่สุด แต่มีนัยยะที่สุด"

1. การคัดเลือกตัวหุ้น หรือ sector ที่จะลงทุน "ต้องแข็งแรงกว่าตลาด"

efinancethai มีเครื่องมือที่จะช่วยให้นักลงทุนหาหุ้นที่แข็งแรงกว่าตลาดได้ โดยใช้เครื่องมือ

- Comparative Relative Strength หุ้นที่ราคาเคลื่อนไหวได้ดีกว่าตลาด และมีกำไรเติบโต QoQy ดีขึ้น

วิธี add คือ : Fundamental -> Comparative Relative Strength

- Compare AVG Vol5 หุ้นที่มีโวลุ่มผิดปกติคิดเป็นกี่เท่า เทียบกับโวลุ่มในอดีต 5 วันที่ผ่านมา

วิธี add คือ : Ranking -> SET -> Compare AVG Vol5

ซึ่งสองเครื่องมือนี้ จะช่วยคัดกรองมาให้นักลงทุนระดับหนึ่ง

2. เกณฑ์ซื้อเกณฑ์ขาย "ต้องทรงพลัง"

          เมื่อนักลงทุนได้ชุดของหุ้น หรือยูนิเวอร์สของหุ้นมาแล้ว สิ่งที่ต้องทำต่อไปก็คือ หุ้นตัวใดเข้าเกณฑ์ซื้ออันทรงพลังบ้าง เกณฑ์ซื้ออันทรงพลัง ก็คือเกณฑ์ซื้อของนักลงทุนที่ได้ออกแบบเอาไว้แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเส้นค่าเฉลี่ยตัดกัน ซื้อเมื่อ break out หรือซื้อเมื่อมีสัญญาณกลับตัว ทั้งหมดทั้งสิ้นต้องผ่านกระบวนการ backtest data ในอดีต เพื่อดูผลลัพธ์ว่า หากเราซื้อตามเกณฑ์ซื้อนั้นๆ แล้ว โดยเฉลี่ยเราต้องกำไร

          เมื่อมีเกณฑ์ซื้อ ก็ต้องมีเกณฑ์ take profit เมื่อถึงราคาเป้าหมาย การ “ วัดเป้าหมายที่ง่ายแต่ทรงพลัง ” ก็คือการใช้ Fibonacci projections เหตุผลที่ง่ายก็คือ Price pattern ทุกรูป ถูกออกแบบมาให้ตอบโจทย์เพียง 2 ข้อเท่านั้น นั่นก็คือ “ ไปไหน ไปเท่าไร ” ดังนั้นแล้วไม่ว่า pattern double bottom/ double top/ head and shoulder (invert) / รูปถ้วย ผีเสือ ค้างคาว มังกรสะบัดหาง ล้วนแล้วแต่เป็นเปลือก แต่แก่นแท้ก็เพื่อตอบคำถามที่ว่า “ ไปไหน ไปเท่าไร ”

Fibonacci projections ทำได้เหมือนกัน เรียนรู้เรื่องเดียว ตอบได้ทุก pattern

(วิธีใช้ ไปที่ graph tool เลือก Fibonacci projections)

 

 

3. stop loss คือ "จุดที่เสียหายน้อยที่สุด แต่มีนัยยะที่สุด"

          สุดท้าย “เมื่อเราคิดมาดีแล้ว” ไม่ว่าจะเป็นการคัดกรองหุ้นที่แข็งแรงกว่าตลาด เกณฑ์ซื้อเกณฑ์ take profit ที่ทรงพลัง แต่สุดท้ายไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง นั่นก็คือ หุ้นไม่ไปต่อ แต่กลับเลือกที่จะลงจนเกินความเสี่ยงที่ได้ออกแบบไว้ นักลงทุนต้องยอมรับความจริง และมีวินัยหั่นมะเร็งร้าย ที่อาจจะส่งผลลุกลามไปทั้งพอร์ต นั่นก็คือ การ stop loss

          วิธีการหาจุด stop loss นั้นมีหลายยุทธวิธี ไม่ว่านักลงทุนจะเลือกใช้ Lower Low ตามทฤษฎีดาว เลือกใช้ Trend Line/ Speed Line เลือกใช้เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ เลือกใช้การวิเคราะห์โวลุ่มคู่กับราคา หรือเลือกใช้แนวที่มีนัยยะของ Fibonacci นักลงทุนต้องตระหนักและออกแบบ ให้อยู่บนเงื่อนไขดังนี้

  1. จุด stop loss ต้องเป็นจุดที่มีนัยยะที่สุด
  2. จุดที่มีนัยยะนั้น ต้องเป็นจุดที่เสียหายน้อยที่สุด

เมื่อเราเข้าใจใน 3 สิ่งหรือ 3 หลักการนี้ได้.......ผมรับประกันว่าจะทำให้นักลงทุนอยู่รอดในตลาดได้อย่างปลอดภัยในทุกสภาวะตลาดครับ

นักลงทุนสามารถเข้าถึงแก่นของหลักการนี้ได้ โดยศึกษาเพิ่มเติมในหลักสูตร Swing Trading Online : http://efinschool.efinancethai.com/online/swing_trading/index.html

หลักสูตรที่มากกว่า 90% ของนักลงทุนทุกรุ่น ให้การยืนยันว่า สามารถนำไปใช้ได้ผลจริง