กำแพงด้านการลงทุนที่เราสร้างขึ้นเอง
บทความโดย อ.วชิรเมษฐ์ ธเนศสถิตพงศ์

 

กำแพงด้านการลงทุนที่เราสร้างขึ้นเอง
              คนเราโดยธรรมชาติมักจะสร้างกำแพงให้ตนเอง จนไม่สามารถเดินไปถึงเป้าหมาย ที่ตนเองต้องการได้ เป็นเรื่องที่ฟังดูแปลก แต่เป็นเรื่องจริง หนึ่งในเหตุผลที่ผมคิดว่าเป็นอย่างนั้น เพราะ เรามักจะเลือกทำแต่สิ่งที่ตนเองรู้สึกว่า พอใจ หรือ รู้สึกว่า เราพอทำมันได้
              ไม่ใช่แค่ในเรื่องการลงทุนเท่านั้นนะครับ เกือบทุกเรื่องในชีวิต ผู้คนส่วนใหญ่เป็นแบบนั้นรวมถึงตัวผมเองด้วยครับ เพียงแต่ เราจะกล้าพอออกไปเผชิญหน้า กับสิ่งที่เราไม่พอใจ หรือ สิ่งที่เราคิดว่าเราไม่น่าจะทำมันได้ไหวไหม
              และอดทนทำมันจน เริ่มทำสิ่งที่ตอนแรกทำไม่ได้ จนปัจจุบันเริ่มทำมันได้ไหวไหม ตอนเราเป็นเด็ก เรายังเดินไม่ได้ เรากล้าที่จะเดิน โดยไม่กลัวการล้ม จนสุดท้ายเราเดินได้ หรือ บางคนหัดขี่จักรยาน 2 ล้อในวัยเด็ก เราล้มแต่เราก็พยายามใหม่จน ขี่จักรยานได้  เราแค่เติบโตมาโดยลืมความรู้สึกแบบนั้นไปแล้ว เราเติบโตมาพร้อมกับความกลัวสารพัดจนไม่กล้าเสี่ยงทำอะไร ที่มันอาจทำให้ชีวิตเราดีขึ้นกว่าเดิม
              ในเรื่องการลงทุน ผมสอนนักลงทุนมาประมาณ 8 ปี ผมเองเริ่มต้นจาก สนใจ Business Model ของธุรกิจเพราะตั้งใจอยากเปิดบริษัทของตนเอง จนทำให้ศึกษาการลงทุนแบบ วอเรน บัฟเฟตต์ และก้าวต่อไปศึกษาเรื่องกราฟ จนต่อยอดด้วย ศึกษา การเคลื่อนย้ายสินทรัพย์ กับ การไหลของกระแสเงิน 
              ทุกๆครั้ง ผมมักจะเห็น นักลงทุนที่ยึดติด และ พยายามแก้ปัญหาการลงทุนอยู่ในกรอบเดิมๆ ที่ตนเองคิดว่าชื่นชอบ ไม่ค่อยสนใจที่จะก้าวข้าม ผมคิดว่าเราควรจะเริ่มต้นจากการชำนาญด้านใดด้านหนึ่งครับ แต่ในระหว่างที่เราศึกษาจนชำนาญด้านใดด้านหนึ่ง หากเรามีโอกาสได้เรียนรู้ด้านอื่นที่เกี่ยวข้องด้วย อาจจะทำให้เราเข้าใจด้านที่เราคิดว่าถนัดหรือชื่นชอบได้ดียิ่งขึ้นไปด้วยนะครับ

              ผมขออธิบายกรอบความรู้
                              นักลงทุนน่าจะลองพิจารณานำไปใช้ในการศึกษานะครับ  

 

              หัวข้อที่ 1
                    มุมมองในการเลือกสินทรัพย์ที่จะลงทุนก่อนนะครับ เราควรจะศึกษาวิธีการเลือกสินทรัพย์แต่ละประเภท เลือกสินทรัพย์แบบไหนให้ได้เปรียบ เลือกแบบไหนคาดการณ์น้อย ถูกง่าย คนที่ศึกษาวิธีการเลือกสินทรัพย์ประเภทหุ้น ก็จะมีเลือกที่บางคนคิดว่าตนเองไม่ถนัด เช่น ด้านการเงิน และ บัญชี

              หัวข้อที่ 2
                    การเคลื่อนย้ายของเงิน ซึ่งสัมพันธ์มาจากการเลือกสินทรัพย์ เพราะ มันมีสินทรัพย์แบบอย่างที่ด้อยค่าทำให้เงินต้องเคลื่อนย้ายของจากสินทรัพย์เดิมไปหาสินทรัพย์ใหม่ ซึ่งตรงนี้ สำคัญตรงที่ มันจะช่วยให้ราคาสินทรัพย์ที่ถูกเงินไหลเข้าปรับตัวเพิ่มขึ้น และ ได้พิสูจน์ว่า เราเลือกสินทรัพย์ถูกหรือผิด ซึ่งในหัวข้อนี้ ก็จะมีวิชา เศรษฐศาสตร์ เป็นอุปสรรคของ คนที่ศึกษาตรงนี้

             หัวข้อที่ 3 
                    กราฟเทคนิค หรือ การศึกษาพฤติกรรมของราคาสินทรัพย์ เพื่อใช้ในการบอกปัจจุบันขณะว่า กำลังเกิดอะไรขึ้น รวมไปถึงเป็นส่วนที่ใช้ในการสร้างขั้นตอนการซื้อขาย หรือ เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจซื้อขาย ในแต่ละราคา แต่ละช่วงเวลา ซึ่งศาสตร์ด้านกราฟเทคนิคจริงๆ จะมีจำนวนเยอะกว่า 2 หัวข้อแรกค่อนข้างมาก ถ้าจะให้เข้าใจลึกซึ่งก็จำเป็นต้องเข้าใจคณิตศาสตร์มากหน่อย จากประสบการณ์ผมจะเห็นคนศึกษาตรงนี้เยอะที่สุด อาจจะเพราะอะไรก็แล้วแต่ คนจำนวนมากก็จะ หลงติดอยู่ในหัวข้อนี้มากที่สุดเช่นกัน

              ผมมีความคิดว่า ในวันที่นักลงทุนศึกษาแล้วเจอปัญหาในหัวข้อใดก็แล้วแต่เราสามารถ ใช้หัวข้ออื่นในการแก้ปัญหาได้ครับ ไม่จำเป็นต้องการแก้ปัญหาอยู่ในหัวข้อเดิมๆ ไปตลอด สิ่งที่ดีกว่านั้น คือ ถ้าเราแก้ปัญหาด้วยหัวข้อการเลือกสินทรัพย์ได้ดีมาก่อน หัวข้อกระแสเงินไหลเข้า ออก จะง่ายขึ้น และ มีความเสี่ยงต่ำลง และหากเราศึกษาหัวข้อกระแสเงินมาก่อน การศึกษากราฟเทคนิคก็จะใช้เวลาน้อยลง

              นักลงทุนลองทำลายกำแพงของตนเองดูนะครับ ลองออกไปเผชิญสิ่งที่ตนเองคิดว่ายังไม่รู้ ซึ่งสิ่งที่ตนเองยังไม่รู้นั้นมันอยู่ในเรื่องที่เราสนใจ เราก็ควรจะออกไปเรียนรู้มันครับ และ เราจะเก่งขึ้น ไม่มีความผิดพลาดใดเปล่าประโยชน์ ถ้าเรารู้ว่าสิ่งที่เราทำไปนั้นผิดพลาด และ รู้ว่ามันผิดพลาดจากอะไรครับ

              สำหรับนักลงทุนที่อยากเรียนรู้แนวความคิดที่ถูกต้องในการลงทุน ไม่ควรพลาดกับคอร์ส Think & Money Management สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริง เพื่อสร้างพอร์ตการลงทุนอย่างยั่งยืน แล้วพบกันนะครับ